นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.50-32.77 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มากขึ้น ตามกระแสข่าวที่ระบุว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจมีการเจรจาสันติภาพอีกครั้ง ที่ประเทศปากีสถานในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม (หลังช่วงประกอบพิธีฮัจญ์ สิ้นสุดลง)
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี Donald Trump ยังได้กล่าวย้ำว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเร็ววันนี้ อีกทั้งยังมีรายงานข่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมัน รวมถึงเรือบรรทุกสินค้าหลายลำ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งภาพดังกล่าว ได้กดดันให้ ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงราว -5% (ในช่วงตั้งแต่ 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ส่วนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลงบ้าง และหนุนการปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) จนทะลุระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
สอดคล้องกับการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ของบรรดาผู้เล่นในตลาด เหลือราว 66% จากก่อนหน้า สูงเกิน 80% อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้างแถวโซนแนวรับ (เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวลง ส่วนราคาทองคำเริ่มแกว่งตัว Sideways) หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
แม้ว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอไว้แถวโซนแนวรับดังกล่าวได้ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงมากขึ้น ซึ่งควรจะต้องเห็น การปรับตัวลดลงเพิ่มเติมของราคาน้ำมันดิบ รวมถึง การปรับตัวลดลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED) พร้อมกับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้นบ้าง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ซึ่งอาจหนุนให้ตลาดหุ้นเอเชียกลับสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยควรจะเห็นการปรับตัวขึ้นพอควรของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ฝั่งเอเชีย ที่จะสามารถหนุนการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินอย่าง เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และ เงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD) ที่อ่อนไหวต่อราคาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor
นอกจากนี้ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในฝั่งสหรัฐฯ อาจช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวไทย ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวไทยมากขึ้นได้ นอกเหนือจากดำเนินกลยุทธ์ Receive Swap มาอย่างต่อเนื่อง หลัง Swap Curve ของไทยได้สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึง 3 ครั้ง ภายในปี 2027 (ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของเราที่มองว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปี 2027 ชัดเจน)
อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ เว้นเสียว่า สถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้หนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของ Nvidia ที่ผู้เล่นในตลาดคาดหวังการเติบโตแข็งแกร่งของรายได้และผลกำไร ยังได้หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ AMD +8.1%, Intel +7.4% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ถูกกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลงแรงของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.54%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.46% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป เช่นเดียวกับการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ที่ได้อานิสงส์จากความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของ Nvidia อาทิ ASML +6.7% ขณะที่ หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวลดลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงแรงของราคาน้ำมันดิบในช่วงท้ายตลาดหุ้นยุโรป
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลง สู่โซน 4.60% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 66% ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยจะเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น ยังคงสะท้อนความเสี่ยง Two-way risk หรือความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์สามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อนึ่ง เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจน ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้
ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0-99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ ทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลง ได้ส่งผลให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) รีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนพฤษภาคม ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก (สหรัฐฯ ยูโรโซน และอังกฤษ) หลังตลาดได้รับรู้ รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในช่วงเช้าของวันที่ 21 พฤษภาคม แล้ว โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตของญี่ปุ่น ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 54.5 จุด ส่วน ดัชนี PMI ภาคการบริการ ได้ย่อตัวลงสู่ระดับ 50.0 จุด (ดัชนีเกินระดับ 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว)
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก จากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED, ECB และ BOE
ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงเช้าวันศุกร์ ราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนมิถุนายน นี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

