วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามอิหร่าน

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 พ.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามอิหร่าน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.85 บาทต่อดอลลาร์ 

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้างทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.61-32.76 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง อีกทั้งประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงออกมาขู่ว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากการเจรจาล้มเหลว ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสเกือบ 80% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงอีกครั้ง หลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลงบ้างในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวไปได้ในช่วงระหว่างวัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอติดตามสองปัจจัยสำคัญ ทั้ง รายงานการประชุม FOMC ของ FED และ รายงานผลประกอบการของ Nvidia ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ที่ชัดเจน หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ 

อนึ่ง เรามีความกังวลว่า หากผู้เล่นในตลาดผิดหวังต่อรายงานผลประกอบการของ Nvidia อาจทำให้ ตลาดเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ชัดเจน ซึ่งในช่วงแรกอาจเห็นการแข็งค่าขึ้นของ เงินดอลลาร์ได้บ้าง แต่หากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง จะเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง จากการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ได้ (โดยอาจไม่จำเป็นต้องเข้าแทรกแซงจริง เพียงแค่ทำ Rate Check อาจหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นได้พอควร) นอกจากนี้ หากบรรดาหุ้นเทคฯ ปรับตัวลงหนัก อาจนำไปสู่การ Unwind Yen carry trade ได้บ้าง ซึ่งสามารถเป็นอีกปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงระยะสั้นได้ และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หรืออย่างน้อยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ไม่ยาก 

เราคงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ได้กดดันให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงท่าทีระมัดระวังและเดินหน้าขายทำกำไรบรรดาหุ้นเทคฯ อาทิ Alphabet -2.3% และ Amazon -2.1% ส่วน Nvidia ย่อลง -0.8% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของ Nvidia ในช่วงวันพุธนี้ (After-market close) ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีก และหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.67% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.84% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.19% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบ้าง (แม้ความไม่แน่นอนของการเจรจาจะกดดันตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้ายของการซื้อขาย) นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป เช่นเดียวกับการรีบาวด์ขึ้นบ้างของตลาดหุ้นอังกฤษ หลังภาพการจ้างงานอังกฤษที่ชะลอลงกว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง