วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 พ.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.70 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.70 บาทต่อดอลลาร์) ตามทิศทางการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) กลับสู่โซน 4,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความหวังของผู้เล่นในตลาดว่า การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 พ.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ตะวันออกกลางอาจไม่ได้ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงระยะสั้นนี้ หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศ ว่าได้ตัดสินใจ “ระงับแผนการโจมตีอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้” เพื่อให้การเจรจาหยุดยิงดำเนินต่อไปได้ 

ทว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ยังคงขู่ว่า สหรัฐฯ พร้อมกลับมาโจมตีอิหร่านทุกเมื่อ หากการเจรจาล้มเหลว ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลักลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดลดโอกาส FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 57% (ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสลงไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง) 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

การเคลื่อนไหวของเงินบาทนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ได้สะท้อนถึงมุมมองของเราที่ย้ำว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้พอควร หากผู้เล่นในตลาดกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงไว้แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จนกว่าจะเห็นการเจรจาหยุดยิงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น (ในกรณีที่การเจรจาหยุดยิงเป็นรูปธรรมมากขึ้น เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้) กอปรกับ ในช่วงสัปดาห์นี้ เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติบ้าง (แม้ว่ายอดการทำธุรกรรมจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม) 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังไม่มีพัฒนาการที่ชัดเจนมากนัก แต่ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ อาจช่วยชะลอหรือจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ นอกจากนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจได้อานิสงส์บ้างจากแรงซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ไทย ที่เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยได้ปรับตัวขึ้นไปมากพอสมควร จนยีลด์เคิร์ฟของไทยมีความชันมากพอสมควร ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยได้ (ทั้งนี้ เรายอมรับว่า ยังไม่เห็นสัญญาณการกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยที่ชัดเจนจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจต้องติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์ในสัปดาห์นี้ก่อน)

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

แม้ผู้เล่นในตลาดจะกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบ้าง ทว่า บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเลือกที่จะขายทำกำไรบรรดาหุ้นเทคฯ ที่ปรับตัวร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า อาทิ Tesla -2.9% และ Nvidia -1.3% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีก และหุ้นกลุ่มพลังงาน (ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้) ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.07% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.51% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.54% ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +3.4% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงก่อนหน้า รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส และข่าวการทำดีลควบรวมกิจการของบางบริษัท อย่าง Publicis +6% หลังประกาศเข้าซื้อบริษัท LiveRamp หนุนให้บรรดาหุ้นกลุ่มสื่อยุโรปต่างปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวดังกล่าว  

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวขึ้น แต่ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.60% หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ลงบ้าง อนึ่ง เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับแถว 4.50% หรือสูงกว่านั้น มีความน่าสนใจชัดเจน และมีระดับ Break-Even Yield ที่สูงพอควร (บอนด์ยีลด์ สามารถปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างน้อย +55bps เมื่อประเมินจาก Duration ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ราว 8.1 ปี และ Convexity ราว 0.70) ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Down หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง ทว่าการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ได้ถูกจำกัดลง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ความวุ่นวายของการเมืองอังกฤษ ยังคงเป็นปัจจัยที่จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการย่อตัวลงบ้างของทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่โซน 4,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูง

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านทั้งถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และยอดขายบ้าน Pending Home Sales เป็นต้น 

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ พร้อมติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (เราคงมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ในไตรมาส 2)

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้จะยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง แต่เริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน