วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 15 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ หลังดอลลาร์แข็งค่า

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 15 พ.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ หลังดอลลาร์แข็งค่า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.33 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.65 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.30-32.45 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 50% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงออกมาสดใส ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง 

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าลงของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ท่ามกลางความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองอังกฤษ ที่สร้างแรงกดดันต่อทั้งเงินปอนด์อังกฤษและบอนด์ระยะยาวของอังกฤษในช่วงนี้ แม้ว่าโดยรวมรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษล่าสุดจะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม (เศรษฐกิจขยายตัว +1.1%y/y ในไตรมาสแรก ดีกว่าคาด) อีกทั้งผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้

ทั้งนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

แม้ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของราคาทองคำ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงแถวโซนแนวต้านดังกล่าวได้บ้าง หลังในช่วงนี้ บรรดานักลงทุนต่างชาติได้ทยอยกลับเข้าซื้อหุ้นไทย (แต่ยังคงทยอยขายบอนด์ไทยอยู่) ต่อเนื่องสวนทางกับการประเมินของเราในช่วงต้นจสัปดาห์

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ หรือขายทำกำไรสถานะ Short THB แถวโซนดังกล่าวได้ และที่สำคัญ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความร้อนแรงมากขึ้นในระยะสั้น เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาท หากสามารถทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อาจถูกจำกัดไว้ไม่เกินโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนแนวต้านถัดไป

เนื่องจากเรายังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาสที่ 2 นี้

ทำให้ ยอมรับว่า เรามีมุมมองเอนเอียงไปในฝั่งที่เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง ในกรณีที่ การเจรจา Trump-Xi summit มีความชัดเจนในประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง และอาจนำไปสู่พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในทางกลับกัน หาก ผลการเจรจา Trump-Xi summit ครั้งนี้ กลับไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิง อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรืออาจกังวลมากขึ้นว่า สถานการณ์อาจเสี่ยงทวีความร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติม สอดคล้องกับภาพการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำและการปรับตัวสูงขึ้นมากของราคาน้ำมันดิบที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีดังกล่าว 

เราคงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้ม การเจรจา Trump-Xi summit ที่นอกจากจะช่วยให้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ยังอาจส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม AI/Semiconductor ของสหรัฐฯ หลังล่าสุดมีรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ Nvidia +4.4% สามารถขายชิป H200 ซึ่งเป็น High Performance Chip ให้กับบริษัทจีน 10 แห่ง ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.77% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.88% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.76% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +3.0% ตอบรับข่าวสหรัฐฯ ผ่อนคลายการส่งออกชิป H200 ของ Nvidia ไปยังจีน ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี ความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองอังกฤษยังคงส่งผลกระทบต่อบรรดาหุ้นอังกฤษและกดดันให้ตลาดหุ้นอังกฤษปรับตัวขึ้นได้แย่กว่าตลาดหุ้นยุโรปอื่นๆ (FTSE100 ของอังกฤษ ปรับตัวขึ้น +0.46%) 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น ทดสอบโซน 4.50% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ FED นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ลดทอนความน่าสนใจในการถือครองบอนด์ระยะยาว ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับผลการเจรจา Trump-Xi summit และการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยหากการเจรจา Trump-Xi summit ได้หนุนให้พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงดีขึ้น อาจช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หรือทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อลงได้บ้าง (ซึ่งน่าจะเห็นการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบบ้าง และการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED) อนึ่ง เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับแถว 4.50% หรือสูงกว่านั้น มีความน่าสนใจชัดเจน และมีระดับ Break-Even Yield ที่สูงพอควร (บอนด์ยีลด์ สามารถปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างน้อย +55bps เมื่อประเมินจาก Duration ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ราว 8.1 ปี และ Convexity ราว 0.70) ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย ไม่ว่าจะสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ ตลาดตอบสนองเชิงลบในกรณีที่ FED ภายใต้ประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง (Political Rate Cut) ที่อาจกดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.00% ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะหากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ระดับ 4.46% เป็นต้นไป เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) จากความวุ่นวายของการเมืองอังกฤษในช่วงนี้ ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและความหวังต่อแนวโน้มการเจรจา Trump-Xi summit ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-99 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มากขึ้นอีกครั้ง 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สะท้อนภาวะภาคอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ ดัชนีภาคการผลิตโดย NY FED (NY FED Empire Manufacturing Index) เดือนพฤษภาคม และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจา Trump-Xi summit ควบคู่ไปกับการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน