วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หวังเจรจาสงคราม

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 พ.ค.69  ‘แข็งค่า‘ หวังเจรจาสงคราม

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.34 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง“ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ระหว่างโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.30-32.41 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และจังหวะย่อตัวลงบ้างของ ราคาทองคำ (XAUUSD) 

หลังรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 6.0% สูงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของ FED และคงประเมินว่า FED มีโอกาสราว 39% ที่อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ 

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง ก่อนที่เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ ที่อาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ ขณะเดียวกัน บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้ลดทอนความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์เพิ่มเติม ทำให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นกลับสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และช่วยหนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงคืนที่ผ่านมา 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

โดยในช่วงนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ระหว่าง โซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรอลุ้น การเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ 

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรระวังความผันผวนของค่าเงินบาทบ้าง (โดยเฉพาะในฝั่งเงินบาทอ่อนค่าลง) ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เนื่องจากหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่กลับมาเชื่อว่า FED จะมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ จนกว่าจะเห็นแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เป็นรูปธรรม จนนำไปสู่การเปิดช่องแคบ Hormuz ได้  

คงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง แม้จะถูกกดดันโดยความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ยังคงสามารถปรับตัวขึ้น อาทิ Tesla +2.7%, Nvidia +2.3% ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อ การเจรจา Trump-Xi summit ที่อาจช่วยทำให้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.58% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.20% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.79% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นแรงของบรรดาหุ้นอังกฤษ โดยเฉพาะฝั่งหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และการเงิน เช่น Rio Tinto +4.4%, HSBC +1.6% หลังจากเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองอังกฤษ ขณะเดียวกัน บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor สามารถรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดย ASML +4.8% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น ทดสอบโซน 4.50% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ FED ตามรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจา Trump-Xi summit และการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ โดยล่าสุด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4.47% เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงเกิน 4.40% มีความน่าสนใจมากขึ้น และเริ่มมีระดับ Break-Even Yield ที่สูงพอควร (บอนด์ยีลด์ สามารถปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างน้อย +50bps เมื่อประเมินจาก Duration ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ราว 8.1 ปี และ Convexity ราว 0.70) เริ่มสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย ไม่ว่าจะสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ ตลาดตอบสนองเชิงลบในกรณีที่ FED ภายใต้ประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง (Political Rate Cut) ที่อาจกดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.00% ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด ก่อนที่เงินดอลลาร์จะถูกกดดันบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความคาดหวังต่อการเจรจา Trump-Xi summit ซึ่งอาจช่วยให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงได้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 98.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.4-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า ความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจา Trump-Xi summit และมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ กลับสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนเมษายน รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และ คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 โดย Atlanta FED (GDPNow) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษ ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมีนาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (เราคงมองว่า BOE อาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ราว 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้) 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจา Trump-Xi summit ควบคู่ไปกับการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน