ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้การใช้บังคับตามมาตรการดังกล่าวสามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น ภายใต้วิสัยทัศน์ "The Trusted Gateway toInclusive Opportunities"
ดังนั้น เพื่อให้ตลาดทรัพย์ฯ มีข้อมูลประกอบการพิจารณาทบทวนอย่างรอบด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในหัวข้อ "การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น" ตั้งแต่วันที่ 13-29 พ.ค. 2569
สาระสำคัญของมาตรการที่ทบทวนในครั้งนี้สามารถสรุปได้ดังนี้
กลุ่มที่ 1 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness) และประสิทธิภาพของตลาดในเชิงโครงสร้างและต้นทุน
1. ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาทต่อหุ้นให้แคบลง ช่วยลดส่วนราคา เพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเป็นสภาพคล่องให้กับตลาด
2.เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Extra Charge) จากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณจับคู่การซื้อขาย (Deal) น้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) โดยในกรณีที่บัญชีใดมี OTR มากมีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute) บัญชีดังกล่าวจะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30,000 รายการ/วัน ทั้งนี้ เพื่อให้สะท้อนดันทุนที่แท้จริงของการส่งคำสั่งซื้อขายและลดภาระของระบซื้อขายโดยรวม
กลุ่มที่ 2 มาตรการลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์
3.ปรุง Uptick Rule สำหรับการขายชอร์ต ในกรณีที่หลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดขายก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick เป็นรายหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์นั้นในวันทำการถัดไป เพื่อช่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน และรักษาสมดุลควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และต้นทุนการซื้อขาย ทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick
4. ทบทวนหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ โดยจำกัดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในหุ้นที่มีสภาพล่องสูงเท่านั้น ได้แก่ หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW
5. ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขายโดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ
กลุ่มที่ 3 มาตรการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม
6.ขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT) โดยจะเปลี่ยนไปใช้แนวทางการพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายในลักษณะ Post-Trade เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน เป็นต้น หรือมีช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนเฉพาะราย (Dedicated API) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปตามข้อเท็จจริงและสามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายใต้อย่างเหมาะสม
7.ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของหลักทรัพย์ ที่สามารถขายชอร์ตได้ให้ครอบคลุมเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ประกอบกับจะมีการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
8. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Tigger ตามมาตรการนี้มีจำนวนน้อยมากซึ่ง ไม่ได้ส่งผลในเชิงการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นการช่วยลดภาระในเชิงระบบ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ ดลาดหลักทรัพย์ฯ มีกลไกการกำกับดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น การใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และมาตรการเก็บ Extra Charge กับบัญชีที่มีพฤติกรรม High OTR เป็นต้น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานในปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็น 13-29 พ.ค.2569 และหลังจากนั้นจะนำข้อมูลมาสรุปเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์ฯ และส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาอนุมัติตามลำดับ
เราคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นและสามารถเริ่มบังคับใช้มาตรการชุดใหม่นี้ได้ อย่างเร็วที่สุดภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อให้เวลาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดได้ เตรียมความพร้อมและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน
อีกทั้งเมื่อเริ่มมีการประกาศใช้ชุดมาตรการใหม่แล้วก็จะคงมาตรการไว้ 18 เดือน แต่หากมีเหตุการณ์ที่ส่งกระทบตลาดอย่างมีนัยสำคัญ สามารถพิจารณาเปลี่ยนแปลงมาตรการดังกล่าวได้ตามความเหมาะสม
นายอัสสเดช กล่าวย้ำว่า ตลอด1ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมดำเนินการปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายชุดใหม่ เหลือเพียง 9 มาตรการ จากเดิม 10 มาตรการ โดยมีเพิ่ม 2 มาตรการใหม่ , 3 มาตรการปรับปรุง , 3 มาตรการที่จะยกเลิก และ4มาตรการยังคงเดิม มุ่งสร้างความเท่าเทียมและสกัดพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การสร้างราคาหุ้น ,การใช้ข้อมูลภายใน และการทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสภาวะตลาด
ย้ำว่า มาตรการชุดใหม่ที่จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น มีส่วนสำคัญ 3เรื่อง ได้แก่ 1.การนำค่า OTR (Order-to-Trade Ratio) มาใช้เพื่อลดปริมาณการส่งคำสั่งซื้อขายที่มากเกินความจำเป็นและไม่มีความตั้งใจจะซื้อขายจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบ 2. การปรับลดช่วงราคา (Tick Size) ในบางช่วงราคาเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและสอดคล้องกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงราคาหุ้นที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น และ3. การรักษาความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบ (Access Equalization) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงนโยบายให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถตั้ง Server (Co-location) ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการส่งคำสั่งซื้อขาย
และที่สำคัญนอกจากเป้าหมายด้านความเชื่อมั่นภายในประเทศแล้ว นายอัสสเดช กล่าวว่า การปรับปรุงมาตรการครั้งนี้ ยังมีความสำคัญต่อสถานะของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยชี้ให้เห็นว่า การรักษาเกรดในกลุ่ม Emerging Market ของดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI เป็นเรื่องสำคัญมาก หากถูกปรับลดระดับลงไปอยู่ในกลุ่ม Frontier Market จะส่งผลกระทบมหาศาลทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลออกทันที โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมาดัชนี MSCI มีการปรับน้ำหนักหุ้นไทยเล็กน้อย แต่เชื่อว่ามาตรการชุดใหม่ที่กำลังจะออกมา ไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการพิจารณาของ MSCI
“การปรับปรุงครั้งนี้มีที่มาจากการศึกษาและข้อเสนอแนะของ OECD ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโครงสร้าง Tick Size ของเราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของตลาดไทย ขณะเดียวกัน MSCI ก็ใช้เกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในการพิจารณาสัดส่วน หากเราไม่สามารถปรับให้ทัดเทียมกับตลาดเหล่านั้น ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการจัดอันดับของตลาดทุนไทยในเวทีสากลได้“

