วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หลังราคาทองรีบาวด์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 พ.ค.69  ‘แข็งค่า‘ หลังราคาทองรีบาวด์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.37 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ระหว่างโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.35-32.48 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และจังหวะย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) 

หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.8% สูงกว่าที่ตลาดคาด เช่นเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI (ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน) ที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2.8% สูงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาสที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เป็น 40% 

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง โดยเงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง ส่วนราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นการเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงปลายสัปดาห์ ที่อาจทำให้ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีความคืบหน้ามากขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน เพื่อรอลุ้น การเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ ขณะเดียวกัน ตลาดได้รับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินสูง อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ไปแล้ว ทำให้ โดยรวมเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways แถวโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปก่อนได้ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม 

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดอยู่แถวโซนแนวต้าน เว้นแต่ว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงมากขึ้น (ซึ่งเราประเมินว่า ถ้าจะเกิดขึ้น ควรจะต้องเกิดขึ้น หลังการเจรจา Trump-Xi summit) ซึ่งอาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ 

 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันโดยความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น การเจรจา Trump-Xi summit ที่อาจช่วยทำให้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare การเงิน รวมถึงกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.16% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.71% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.01% ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งกดดันบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากความวุ่นวายทางการเมืองของอังกฤษ หลังมีการเรียกร้องให้ นายกฯ Sir Keir Starmer ลาออกจากตำแหน่ง จากความพ่ายแพ้หนักของพรรคแรงงาน (Labor Party) ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่ม Healthcare 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น เข้าใกล้โซน 4.47% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวสูงขึ้น มากกว่าคาด อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ถูกชะลอลงบ้าง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองเดิมของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ตามรายงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอลุ้นการประชุม Trump-Xi summit ซึ่งอาจช่วยให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงได้นั้น ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ที่หนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอลุ้นการเจรจา Trump-Xi summit และมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ กลับสู่โซน 4,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนเมษายน พร้อมกับ รอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด ได้เร่งตัวสูงขึ้น กว่าคาด และนอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานสต็อกน้ำมันจากทาง EIA ที่อาจกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ อย่าง WTI ในระยะสั้นได้ 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมีนาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้ง ในปีนี้  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจา Trump-Xi summit ควบคู่ไปกับการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน