หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ย ที่ 3.50-3.75% ตามคาด ในการประชุม 28-29 เม.ย.2569 และตลาดมองโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยที่ระดับนี้ ไปตลอดทั้งปีมีมากขึ้น ขณะที่โอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งตาม Dot Plot มีลดลง ซึ่งเฟดต้องชั่งน้ำหนักมากขึ้นระหว่างความเสี่ยงตลาดแรงงานกับเงินเฟ้อจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แม้ ราคาทองคำ เปิดตลาดเช้า 30 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นมา 300 บาท หลังราคาร่วงรุนแรงวันก่อนหน้า แต่ระหว่างวันยังแสดงอาการ “พักฐาน” และทรงตัวในระดับต่ำลง สาเหตุจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ(Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูงหลังเฟด “คง” ดอกเบี้ยระดับสูงนานขึ้นตามคาดเป็นปัจจัยหลักสกัดการฟื้นตัวขอราคาทองคำในช่วงนี้
“พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า หลังเฟดยังคงส่งสัญญาณไม่รีบเร่งในการปรับลดดอกเบี้ยเช่นเคย มองว่าจะกดดันราคาทองคำในระยะสั้นช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. นี้ มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเพื่อ “พักฐาน” มองแนวรับ 68,900-70,000 บาท และแนวต้าน 71,600 -73,050 บาท แต่ภาพรวมในระยะยาวยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง โดยยังคงแนะนำให้นักลงทุนทยอยเข้า “ซื้อสะสม” ในจังหวะที่ราคาอ่อนตัว
“หลังเฟดส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาด (Hawkish) อาจกดดันราคาทองคำปรับตัวลงต่อได้ในระยะสั้น แต่ทางกลับกัน หาก เฟดเริ่มมีท่าทีแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย และส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย มองเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัว และสามารถปรับขึ้นทดสอบระดับสูงสุดเดิมทำ All-Time High อีกครั้ง”
อย่างไรก็ดี ในระยะยาวยังมอง “ทองคำเป็นขาขึ้น” เนื่องจากนักลงทุนยังมีความไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพนโยบายของสหรัฐ คาดราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายระดับ 5,824 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือระดับ 90,000 บาทภายในไตรมาสที่ 4 นี้
“ปัจจัยบวกสำคัญ” ที่รอสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว ได้แก่
1. แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี ที่ยังคงเดินหน้าทยอยสะสมทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ(De-dollarization) ซึ่งถือเป็นแรงซื้อที่มีคุณภาพ
2. ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก และส่งผลให้ทองคำยังคงสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) ในภาพใหญ่
หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น หรือขยายวงกว้างจากการช่องแคบฮอร์มุซ ไปช่องแคบมะละกา ซึ่งกระทบจีนอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นแรงผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นรวดเร็วสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
“นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท MTS Gold (แม่ทองสุก) ฝ่ายวิจัย กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จํากัด มองว่า หลังเฟดมีมติคงดอกเบี้ยตามคาด ในเชิงเทคนิคราคาทองคําปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ยังไม่หลุดแนวรับสําคัญบริเวณ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มองเป็นจังหวะของการ “พักฐานแนวโน้มขาลงระยะสั้น”
และการที่เฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ หรือเสียงแตก ซึ่งผลการประชุมสะท้อนความเห็นที่ไม่ลงรอยกันภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับเรื่องเงินเฟ้อ มองว่าทำให้ราคาทองคำ มีความผันผวนสูง แนะนักลงทุนจะยังคงอยู่ในสภาวะระมัดระวัง (Wait and See) ต่อไป
อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณแรงขายที่เริ่มชะลอตัว หากราคาสามารถประคองตัว และไม่ทําจุดตํ่าสุดใหม่ มองมีโอกาสเข้าสู่ภาวะหยุดการปรับฐานในระยะสั้นได้เช่นกัน
ประเมินกรอบระยะสั้นราคาทองคําตลาดโลกแนวรับ 4,450-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวต้านระดับ 4,600-4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองคําในประเทศแนวรับอยู่ที่ระดับ 70,100 บาท และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 71,500 บาท
แนวโน้มราคาทองคำ ช่วงปลายเดือนเม.ย.ถึงต้นเดือนพ.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดเผชิญกับความผันผวน และราคาทองคำมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงในระยะสั้น ท่ามกลางกระแสข่าวที่ยังไม่มีความชัดเจนแน่นอน ดังนั้น นักลงทุนต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ใกล้ชิด ทั้ง กระแสข่าวเกี่ยวกับประธานเฟดคนใหม่ที่อาจส่งผลให้ราคาทองคำแกว่งตัวได้ทั้งในทิศทางขึ้น และลง และผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
รวมถึงตลาดจับตาการพูดคุยระหว่างผู้นำอย่าง “ปูติน” และ “ทรัมป์” ที่พยายามเร่งจบสงครามอิหร่าน ซึ่งหากมีความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้ง อาจลดความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


