ความเคลื่อนไหว “เงินบาท” จากปิดตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา (24 เม.ย.2569) “อ่อนค่า” สุดรอบ 2 สัปดาห์ครั้งใหม่ที่ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดรอดูผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การที่ “มูดี้ส์” (Moody’s) ประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ถือเป็น “ปัจจัยบวกทางอ้อม” ที่ช่วยลดแรงกดดันต่อ “ค่าเงินบาท” เนื่องจากสร้างความเชื่อมั่นให้ “นักลงทุนต่างชาติ” ไม่ต้องเร่งเทขาย “พันธบัตร” หรือ “หุ้นไทย” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ที่เผชิญแรงขายบอนด์จนยีลด์พุ่งสูงกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่ารุนแรง
อย่างไรก็ดี ทิศทางค่าเงินบาทในระยะถัดไป ยังต้องติดตามมุมมองจาก “ฟิทช์ เรทติ้งส์” (Fitch Ratings) ว่าจะปรับท่าทีในเชิงบวกเช่นเดียวกันหรือไม่ ขณะเดียวกันปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดยังคงเป็นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในไตรมาส 2 จนถึงสิ้นปีนี้ประเมินว่า ค่าเงินบาทในไตรมาส 2 มีแนวโน้ม “อ่อนค่า” จากแรงกดดันโฟลว์เงินปันผลและเศรษฐกิจพื้นฐานที่อ่อนแอ โดยทิศทางขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์ตะวันออกกลาง
โดยยังคาดหวังทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายในไตรมาส 2 นี้ ทำให้ “เงินบาทแข็งค่า” ขึ้นเล็กน้อยราว 30-40 สตางค์ต่อดอลลาร์ รับข่าวข้อตกลงหยุดยิงแต่ยังถูกกดดันจากโฟลว์เงินปันผลต่างชาติราว 100,000 ล้านบาท และเศรษฐกิจพื้นฐานอ่อนแอ ทั้งดุลการค้าเสี่ยงขาดดุลและดุลบริการลดลง ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงราว 1-4% หรือ 30-40 สตางค์ต่อดอลลาร์
ดังนั้น ปิดตลาดไตรมาส 2 ปี 2569 ประเมินเงินบาท “อ่อนค่า” ที่ 32.85 (+/-0.25) บาทต่อดอลลาร์ และกลับมา “แข็งค่า” ขึ้นสู่ 31.75 (+/-0.25) บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% พร้อมมาตรการแก้หนี้เฉพาะจุดและการประสานกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอาจดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าซื้อบอนด์ไทยระยะยาว ช่วยลดแรงกดดันเงินบาทอ่อนค่า
นายพูน กล่าวต่อว่า แต่ถ้าสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น หากสหรัฐเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้รุนแรง เช่น ปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb มองเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปทดสอบ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทะลุแนวต้านสำคัญสู่ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงปลายเม.ย.-ต้น พ.ค.ที่มีโฟลว์จ่ายเงินปันผลต่างชาติ
ครึ่งหลัง “เงินบาทอ่อนค่า”
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทช่วงครึ่งปีหลังที่ 31.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์ บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบโลกทำจุดสูงสุดในไตรมาสปัจจุบันและค่อยๆ ย่อตัวลง หากปัญหาด้านอุปทานพลังงานคลายตัวได้บ้าง คาดว่ายังมีโอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ตามสัญญาณการแผ่วลงของภาคแรงงานสหรัฐ
แต่การที่มูดี้ส์ ปรับ outlook ดีขึ้นช่วงนี้ ถือว่าเป็นจังหวะดีของภาคการคลังและเปิดไฟเขียวให้รัฐกู้เพิ่มแต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงเรื่องอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระยะกลางถึงระยะยาว ต้องเฝ้าระวังติดตามใกล้ชิด
ตะวันออกกลางยืดเยื้อ “เงินบาทอ่อนค่า”
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การปรับ outlook ของ Moody's กลับมาเป็น Stable มีผลค่อนข้างจำกัดต่อทิศทางเงินบาทและบอนด์ยีลด์ไทย ในส่วนของเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวตามเซนติเมนต์ในตะวันออกกลางมากกว่า
อย่างไรก็ตาม พบว่าเงินบาทฟื้นตัวแข็งค่าหลังตัวเลขการส่งออกเดือนมี.ค. ของไทยเติบโตถึง 18.7% (ตลาดคาดที่ 11.5%) ประกอบกับน่าจะมีแรงขายเงินดอลลาร์เพื่อปรับโพสิชั่นก่อนการประชุม กนง. และเฟดในสัปดาห์นี้
ดังนั้น จึงประเมินในระยะสั้น กรณีสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ ประเมินว่า เงินบาทยังมีโอกาส “อ่อนค่าต่อ” ทดสอบแนว 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่ยังมีโอกาสที่เงินบาทอาจจะกลับมา“แข็งค่าขึ้น”ไปแตะ 31.50 หากเป็นข่าวดีแนวโน้มไม่ยืดเยื้อ
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์นี้(27 เม.ย.-1 พ.ค. 2569) ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 31.70-32.70 บาทต่อดอลลาร์
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ผลการประชุม กนง. (29 เม.ย.) ผลการประชุม FOMC (28-29 เม.ย.)ตลอดจนผลการประชุมของ BOJ (27-28 เม.ย.) BOE (30 เม.ย.) และ ECB (30 เม.ย.)
หอการค้าไทยห่วงแรงกดดันสองทาง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยกล่าวว่า ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนสูงจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งทิศทางเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ ราคาพลังงาน และเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ
ด้านเงินดอลลาร์ ยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงานสำคัญ ทำให้ดอลลาร์ยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในบางช่วง ขณะเดียวกัน ตลาดยังประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟดซึ่งมีผลโดยตรงต่อกระแสเงินทุนและค่าเงินในเอเชีย
สำหรับปัจจัยเฉพาะของไทยที่ต้องระวังคือแรงกดดันจากธุรกรรมทองคำและเงินทุนไหลเข้า ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าเร็ว ดังนั้น ในระยะข้างหน้า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันได้สองทางพร้อมกัน หากดอลลาร์แข็งจากความเสี่ยงโลก เงินบาทอาจอ่อนค่าและทำให้ต้นทุนพลังงานนำเข้าสูงขึ้น แต่หากเงินทุนไหลเข้าและราคาทองคำยังหนุนเงินบาท เงินบาทก็อาจแข็งค่าจนกระทบภาคส่งออกได้เช่นกัน
“ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงเงินบาทจะ “แข็ง” หรือ “อ่อน” แต่คือการดูแลไม่ให้เงินบาทเคลื่อนไหวผิดไปจากพื้นฐานเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะเมื่อภาคส่งออกของไทยมีสัดส่วนสูงต่อเศรษฐกิจ”
ทั้งนี้ หากเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง หรือแข็งเร็วกว่าศักยภาพเศรษฐกิจจริง อาจสะท้อนแรงเก็งกำไรหรือเงินทุนระยะสั้นมากกว่าความแข็งแรงของภาคการผลิต เพราะค่าเงินที่สมดุลและแข่งขันได้ คือเงื่อนไขสำคัญในการรักษาฐานการผลิต การจ้างงาน รายได้เกษตรกร และความสามารถในการส่งออกของประเทศไทยในระยะยาว
บาทแข็ง-ตั๋วบินแพงกระทบท่องเที่ยว
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์และประธานที่ปรึกษาอาวุโส สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ภาวะเงินบาทแข็งค่ากระทบต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่พอเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานานครบ 2 เดือน ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพง แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในไตรมาส 2 น่าจะน้อยลงกว่าเดิม และลามไปถึงครึ่งหลังของปี 2569 ด้วย
โดยภาพรวมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปัจจุบัน พบว่าชอปปิงในไทยลดลง ต่างจากยุคก่อนโควิด-19 ที่เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด ทั้งสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าแบรนด์ท้องถิ่นที่ซื้อเป็นของฝากหรือของที่ระลึก แต่ตอนนี้ไม่ได้หวือหวาเหมือนเดิมแล้ว อย่างนักท่องเที่ยวจีนที่เคยขึ้นชื่อว่าชอปปิงเก่ง ตอนนี้เลือกซื้อแต่สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่มีขายในบ้านเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวอาเซียนยังชอปปิงอยู่บ้าง เพราะสนใจสินค้าของเมืองไทย ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปเขาเที่ยวอย่างเดียว ไม่ค่อยชอปปิงอยู่แล้ว
“สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ 2 เด้ง จากทั้งภาวะเงินบาทแข็งค่าและเหตุสู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ทำให้ภาพรวมต้นทุนการใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น ขณะเดียวกันสายการบินต่างๆ ประกาศยกเลิกเส้นทางบินชั่วคราวหรือลดเที่ยวบินในช่วงตารางบินฤดูร้อนนี้ ส่วนเที่ยวบินที่ยังทำการบินได้ก็ต้องอัปราคาตั๋วเครื่องบินจากต้นทุนน้ำมันพุ่ง จึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเลือกชะลอการเดินทางออกไปก่อน”


