นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MSIG เปิดเผยว่า ในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จากสงครามตะวันออกกลางไม่แน่นอนสูงและราคาน้ำมันแพง รวมถึงความเสี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น
แต่บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายในปีนี้ผลักดันกำไรเติบโต ระดับ 500 ล้านบาท ซึ่งจะกลับมาเป็นปีที่มีกำไรดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวเดิมตั้งไว้ใน2568 แต่มีภัยพิบัติแผ่นดินไหวและน้ำท่วมภาคใต้ ทำให้ปี 2568 มีกำไรเติบโตที่ 220 ล้านบาท
"ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทต้องจ่ายค่าสินไหมรวมจากทั้งสองเหตุการณ์สูงกว่า 800 ล้านบาท แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงผ่านการทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) ที่ครอบคลุม ทำให้ผลกระทบต่อกำไรสุทธิไม่รุนแรงอย่างที่คาด"
ทางด้านเบี้ยประกันภัยรับรวมในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเติบโต12% จากปีก่อนอยู่ที่ 5,680 ล้านบาท เติบโต15% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีเบี้ยรวมประมาณ 4,900 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในด้านยอดขาย มีการเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและการรุกตลาดที่ถูกจุดในหลายเซกเมนต์
ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยประกันภัยอยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยตั้งเป้ามีเบี้ยประกันภัยเดินทางที่ 1,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกมีเบี้ยแล้ว 250 ล้านบาท เติบโต 40% และแนวโน้มในไตรมาส 2 นี้ แม้จะมีความท้าทายจากความเสี่ยงต่อเนื่องอยู่ แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตอยู่
นายรัฐพล กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 มุ่งการบริหารพอร์ตรับประกันภัย บริษัทยังคงยึดนโยบายรักษาสมดุลระหว่างประกันภัยรถยนต์และประกันภัยประเภทอื่น (Non-Motor) ตั้งเป้าให้สัดส่วนประกันรถยนต์ไม่เกิน 50-55% ของพอร์ตทั้งหมด ข้อมูลล่าสุดระบุว่าพอร์ตรับประกันภัยของบริษัทประกอบด้วย ประกันรถยนต์ 48% และประกันอื่นๆ 52% อาทิ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและเดินทาง 28% ทรัพย์สินและโรงงาน 12% การขนส่งหรือมารีน 9%
พร้อมกันนี้ เน้นหนักในกลุ่ม Non-Motor โดยเฉพาะประกันเดินทาง ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทมานานกว่า 10 ปี ถือเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของกำไรได้ดี และทำให้มีอัตราความเสียหายเฉลี่ยระดับ 60%
หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีการเติบโตอย่างมหาศาล โดยยอดขายรถ EV ในช่วงปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 130,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีเพียง 80,000 คัน โดยส่วนใหญ่เป็นแบรนด์จากประเทศจีนถึง 60%
นายรัฐพล ยอมรับว่า ที่ผ่านมาบริษัท ได้ชิมลางในตลาด EV บ้างแล้ว แต่พบว่าอัตราความเสียหาย พุ่งสูงกว่า 100% ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดประกันภัย สาเหตุหลักมาจากค่าซ่อม อะไหล่ และราคาแบตเตอรี่ที่ยังอยู่ในระดับสูง
ดังนั้น ในปีนี้บริษัทมีแผนจะศึกษาตลาดนี้อย่างจริงจังมากขึ้น โดยกำลังหารือกับทางสิงคโปร์เพื่อกำหนดทิศทางและโครงสร้างเบี้ยประกันที่เหมาะสม คาดว่าน่าจะเริ่มได้ไตรมาสสุดท้ายปีนี้
"เราคงหนีไม่พ้นที่จะเข้าทำประกันรถ EV เพราะในอนาคตรถไฟฟ้าจะมีสัดส่วนสูงมากเหมือนในประเทศจีน แต่ต้องดูว่าเบี้ยเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าและไม่ขาดทุน ถ้าตั้งแพงเกินไปลูกค้าก็ไม่ซื้อ แต่ถ้าถูกเกินไปบริษัทประกันก็อยู่ไม่ได้ ปีหน้าก็ต้องมานั่งปรับขึ้นเบี้ยกันอีก ซึ่งเราต้องการการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่า”
นอกจากนี้ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ในปี 2569 MSIG จะยกระดับการนำระบบอัตโนมัติ RPA มาใช้ในการออกกรมธรรม์ ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้รวดเร็วถึง 2,500 กรมธรรม์ภายในคืนเดียว และยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่สำหรับ "ตัวแทนและนายหน้า" ที่ใช้เวลาพัฒนากว่า 8 เดือน เพื่อให้คู่ค้าสามารถเสนอราคาและออกกรมธรรม์ให้ลูกค้าได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ พร้อมระบบชำระเงินที่เบ็ดเสร็จในที่เดียว เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ
“ ในปี 2569บริษัทจะก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่ๆ อย่างรถอีวี อย่างระมัดระวัง โดยยึดหลักความยั่งยืนมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น”





