วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

MSIG ชูเป้าปี 69 ท้าทาย ทำกำไรนิวไฮ 500 ล้าน ส่ง ประกันเดินทาง หัวหอก

MSIG ชูเป้าปี 69 ท้าทาย ทำกำไรนิวไฮ 500 ล้าน ส่ง ประกันเดินทาง หัวหอก

นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MSIG เปิดเผยว่า ในปี 2569  ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จากสงครามตะวันออกกลางไม่แน่นอนสูงและราคาน้ำมันแพง รวมถึงความเสี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น 

แต่บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายในปีนี้ผลักดันกำไรเติบโต ระดับ  500 ล้านบาท  ซึ่งจะกลับมาเป็นปีที่มีกำไรดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวเดิมตั้งไว้ใน2568 แต่มีภัยพิบัติแผ่นดินไหวและน้ำท่วมภาคใต้ ทำให้ปี 2568 มีกำไรเติบโตที่ 220 ล้านบาท  

"ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทต้องจ่ายค่าสินไหมรวมจากทั้งสองเหตุการณ์สูงกว่า 800 ล้านบาท แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงผ่านการทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) ที่ครอบคลุม ทำให้ผลกระทบต่อกำไรสุทธิไม่รุนแรงอย่างที่คาด"

ทางด้านเบี้ยประกันภัยรับรวมในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเติบโต12% จากปีก่อนอยู่ที่ 5,680 ล้านบาท เติบโต15% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีเบี้ยรวมประมาณ 4,900 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในด้านยอดขาย มีการเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและการรุกตลาดที่ถูกจุดในหลายเซกเมนต์

ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยประกันภัยอยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยตั้งเป้ามีเบี้ยประกันภัยเดินทางที่ 1,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกมีเบี้ยแล้ว 250 ล้านบาท เติบโต 40% และแนวโน้มในไตรมาส 2 นี้ แม้จะมีความท้าทายจากความเสี่ยงต่อเนื่องอยู่ แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตอยู่ 

นายรัฐพล กล่าวว่า  สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569  มุ่งการบริหารพอร์ตรับประกันภัย  บริษัทยังคงยึดนโยบายรักษาสมดุลระหว่างประกันภัยรถยนต์และประกันภัยประเภทอื่น (Non-Motor) ตั้งเป้าให้สัดส่วนประกันรถยนต์ไม่เกิน 50-55% ของพอร์ตทั้งหมด ข้อมูลล่าสุดระบุว่าพอร์ตรับประกันภัยของบริษัทประกอบด้วย ประกันรถยนต์ 48% และประกันอื่นๆ 52%   อาทิ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและเดินทาง 28% ทรัพย์สินและโรงงาน 12% การขนส่งหรือมารีน 9%

พร้อมกันนี้ เน้นหนักในกลุ่ม Non-Motor โดยเฉพาะประกันเดินทาง ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทมานานกว่า 10 ปี ถือเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของกำไรได้ดี และทำให้มีอัตราความเสียหายเฉลี่ยระดับ 60% 

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีการเติบโตอย่างมหาศาล โดยยอดขายรถ EV ในช่วงปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 130,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีเพียง 80,000 คัน โดยส่วนใหญ่เป็นแบรนด์จากประเทศจีนถึง 60%

นายรัฐพล  ยอมรับว่า ที่ผ่านมาบริษัท ได้ชิมลางในตลาด EV บ้างแล้ว แต่พบว่าอัตราความเสียหาย พุ่งสูงกว่า 100% ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดประกันภัย สาเหตุหลักมาจากค่าซ่อม อะไหล่ และราคาแบตเตอรี่ที่ยังอยู่ในระดับสูง 

ดังนั้น ในปีนี้บริษัทมีแผนจะศึกษาตลาดนี้อย่างจริงจังมากขึ้น โดยกำลังหารือกับทางสิงคโปร์เพื่อกำหนดทิศทางและโครงสร้างเบี้ยประกันที่เหมาะสม คาดว่าน่าจะเริ่มได้ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ 

"เราคงหนีไม่พ้นที่จะเข้าทำประกันรถ EV เพราะในอนาคตรถไฟฟ้าจะมีสัดส่วนสูงมากเหมือนในประเทศจีน แต่ต้องดูว่าเบี้ยเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าและไม่ขาดทุน ถ้าตั้งแพงเกินไปลูกค้าก็ไม่ซื้อ แต่ถ้าถูกเกินไปบริษัทประกันก็อยู่ไม่ได้ ปีหน้าก็ต้องมานั่งปรับขึ้นเบี้ยกันอีก ซึ่งเราต้องการการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่า”

 

นอกจากนี้ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ในปี 2569 MSIG จะยกระดับการนำระบบอัตโนมัติ RPA มาใช้ในการออกกรมธรรม์ ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้รวดเร็วถึง 2,500 กรมธรรม์ภายในคืนเดียว และยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่สำหรับ "ตัวแทนและนายหน้า" ที่ใช้เวลาพัฒนากว่า 8 เดือน เพื่อให้คู่ค้าสามารถเสนอราคาและออกกรมธรรม์ให้ลูกค้าได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ พร้อมระบบชำระเงินที่เบ็ดเสร็จในที่เดียว เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ

“ ในปี 2569บริษัทจะก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่ๆ อย่างรถอีวี อย่างระมัดระวัง โดยยึดหลักความยั่งยืนมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น”