วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 เม.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามรุนแรงขึ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 เม.ย.69  ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามรุนแรงขึ้น

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.18 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.16-32.34 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกครั้ง สร้างความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะ ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งขึ้นทดสอบโซน 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย 

อย่างไรก็ดี แม้ว่า สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด หนุนให้เงินดอลลาร์สามารถปรับตัวแข็งค่าขึ้นกว่าบรรดาสกุลเงินหลัก ขณะเดียวกัน ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เหลือ โอกาส 26% ในการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 เม.ย.69  ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามรุนแรงขึ้น

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ 

โดยในช่วงนี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่างสะท้อนถึงความไม่แน่นอนต่อการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ดังจะเห็นได้จากการทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ อย่าง ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่กลับมาทรงตัวเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง ทำให้ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในช่วงนี้ได้ โดยเรายังคงประเมินว่า ในกรณีที่ สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเจรจาหยุดยิง) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน) ในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าลงจนไปทดสอบแนวต้านถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเริ่มมีนัยสำคัญต่อเงินบาทในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้บ้าง เช่น ทางฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมเพื่อกดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาหยุดยิง หรือ เริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้ 

อนึ่ง ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ยังคงต้องติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในฝั่งหุ้นไทย ที่ยังมีทิศทางไม่แน่นอน จนกว่าตลาดจะรับรู้รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน หรือเริ่มมีมุมมองต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ชัดเจนขึ้น ส่วนฝั่งบอนด์ไทยนั้น เรามองว่า นักลงทุนต่างชาติอาจรอทยอยเข้าซื้อบอนด์ไทยได้ หลังความเสี่ยงที่ไทยจะเผชิญการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลดลงไปบ้าง จากการปรับ Outlook เป็น Stable จากทาง Moody’s ล่าสุด 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนโดย รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อาทิ AMD +6.7%, Broadcom +5.1% และ Amazon +2.2% เป็นต้น ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.05% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.64% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.35% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นพลังงาน ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ และการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 4.34% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง และยังคงทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งของ FED ในปีนี้ เหลือราว 26% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าบรรดาตลาดหุ้นอื่นๆ สร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินหลัก ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 98.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทยอยปรับตัวลดลง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้างสู่โซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนเมษายน ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน และอังกฤษ ที่จะสะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ 

ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม ที่อาจมีผลต่อการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน