นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี พบปัจจัยท้าทายทั้งจากภาวะสงครามในต่างประเทศและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยที่ลดลง ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างเคร่งครัด จากเดิมที่เคยคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ไว้ที่ระดับ 1.5-1.9% ล่าสุดทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดตัวเลขลงมาอยู่ที่ 0.8-1.2%
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 1/2569 เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนแรก ออกมาดีตามเป้าหมาย แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่ 3 ได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้องจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในอีก 9 เดือนที่เหลือของปี หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ คงต้องพิจารณาปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่อีกครั้ง
แต่ปัจจุบันธนาคารยังคงยืนยัน ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ตามที่ได้แถลงแผนไว้ตั้งแต่ต้นปี แต่ทิศทางการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 2/2569 จำเป็นต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยมีแผนรับมือ และมอบหมายให้ทีมผู้จัดการลูกค้าสัมพันธ์ (RM) เข้าไปพูดคุยดูแลลูกค้าที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการค้าในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ เพื่อประเมินผลกระทบและให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วง ซึ่งปัจจุบันในภาพรวมคุณภาพสินเชื่อของลูกค้ายังคงดูดีและยังไม่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติรุนแรง
พร้อมกันนี้ ด้านการปล่อยสินเชื่อธนาคารยังคงเป้าหมายสินเชื่อปีนี้เติบโต 0-2% ด้านหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังอยู่ในระดับที่ธนาคารควบคุมได้ จากที่ธนาคารยังคงนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด มีความปลอดภัย ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 มุ่งเน้นการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าปัจจุบันที่ธนาคารมีข้อมูลพฤติกรรมทางการเงินชัดเจน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 95-98% ของการปล่อยสินเชื่อ และธนาคารจะหลีกเลี่ยงปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน และหันมาเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นหลักเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
“เป้าหมายสินเชื่อในปีนี้ไม่ได้เน้นปริมาณการเติบโตที่หวือหวา แต่เน้นไปที่คุณภาพของสินเชื่อและการคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นสำคัญ”
แม้จะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ แต่ธนาคารยังคงพร้อมสนับสนุนสินเชื่อในเซกเตอร์ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและมีโอกาสเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ยังมีความแข็งแกร่งและมีการลงทุนต่อเนื่อง
รวมถึงพร้อมสนับสนุนมาตรการรัฐในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาแต่ยังมีความสามารถเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤติในปีนี้ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ , อาหาร และยานยนต์ หรือด้านการท่องเที่ยวสามารถสนับสนุนให้มีการกระจายตลาดไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนเพื่อชดเชยกลุ่มนักท่องเที่ยวบางส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาในตะวันออกกลาง
“มองเอสเอ็มอีกำลังประสบปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอย่างน่ากังวล โดยโจทย์สำคัญคือ การจัดสรรทรัพยากรไปสู่เซกเตอร์ที่ยังเติบโตและสอดคล้องกับทิศทางประเทศ ซึ่งธนาคารยินดีร่วมมือกับรัฐในการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถูกจุด”
ด้านรายได้ของธนาคาร ยังมุ่นเน้นเติบโตจากรายได้ค่าธรรมเนียมกลุ่มลูกค้าเวลธ์ และรายใหญ่เป็นหลัก ขณะที่จากการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มุ่งเน้นการลดต้นทุนการทำธุรกรรมให้แก่ประชาชน เป็นความท้าทายด้านรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ลดลง แต่ธนาคารไม่ได้รับผลกระทบ เพราะว่าได้เร่งลดต้นทุนภายในผ่านกระบวนการ Digitalization และการปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการทำกำไร
สำหรับการตั้งสำรองในปีนี้จะเป็นไปอย่างมีระบบและสอดคล้องกับคุณภาพสินเชื่อที่ถูกคัดกรองมาอย่างเข้มงวด โดยไม่เน้นการตั้งสำรองก้อนใหญ่เหมือนในอดีต เนื่องจากธนาคารได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อใหม่ตั้งแต่ปี 2565-2566 เน้นความระมัดระวังอย่างมาก บริหารจัดการให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง





