วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

ถอดรหัส ‘ฮ่องกง’ ใช้การเงินสร้าง 'เศรษฐกิจ' จุดเชื่อม TradFi และ DeFi

ถอดรหัส ‘ฮ่องกง’ ใช้การเงินสร้าง 'เศรษฐกิจ' จุดเชื่อม TradFi และ DeFi

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีทางการเงิน โลกกำลังยืนอยู่บน "ทางแยกทางประวัติศาสตร์" ที่สำคัญยิ่ง เมื่อโลกการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) ที่สร้างขึ้นบนรากฐานของความเชื่อมั่น และโลกการเงินไร้ศูนย์กลาง (DeFi)   ที่เคยถูกมองว่าเป็นศัตรูหรือเส้นขนาน แต่กำลังหลอมรวมกันเข้าเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจได้จริง 

 ถอดบทเรียน ‘รัฐบาลฮ่องกง’ ใช้การเงินสร้างเศรษฐกิจ

“โจเซฟ ชาน” รัฐมนตรีช่วยว่าการฝ่ายบริการทางการเงินและการคลังของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้ย้ำเตือนในเวทีหัวข้อ "The New Intersection of Money: Where TradFi and DeFi Converge" ในงาน Money 20/20 ให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปเพียงใด แก่นแท้ของการเงินยังคงอยู่ที่เดิม คือการกลับไปรับใช้ "เศรษฐกิจจริง"

"ไม่ว่าจะเป็น TradFi หรือ DeFi วัตถุประสงค์หลักคือการรับใช้เศรษฐกิจจริง... เชื่อว่าตลาด TradFi ที่มีความสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่จะช่วยส่งเสริมและเชื่อมต่อ DeFi เข้ากับเศรษฐกิจจริงได้อย่างแข็งแกร่ง"

ชานฉายภาพให้เห็นว่าฮ่องกงไม่ได้เพียงแค่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลง แต่กำลังทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลักในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้งานจริง ฮ่องกงเป็นรัฐบาลแรกในโลกที่ออก "พันธบัตรรัฐบาลเพื่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบโทเคน" (Tokenized Government Green Bond) และเป็นตลาดแรกในเอเชียที่เปิดตัว Spot Virtual Asset ETF หรือกองทุนคริปโทเคอร์เรนซีในปี 2024 ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าตลาดดั้งเดิมที่แข็งแกร่งสามารถเป็นแรงส่งให้เทคโนโลยี DeFi เติบโตได้ในระดับสเกลใหญ่

ความท้าทายที่ฮ่องกงมองเห็นคือการสร้าง "ความชัดเจน" ให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน ฮ่องกงจึงยึดหลักการที่ชัดเจนคือ "กิจกรรมเดียวกัน ความเสี่ยงเดียวกัน การกำกับดูแลเดียวกัน"

ทางการฮ่องกงได้วางเสาหลักการกำกับดูแลไว้ถึง 6 ด้าน โดยเฉพาะเรื่อง "สเตเบิลคอยน์" ที่เพิ่งออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายแรกๆ ไปเมื่อต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อทางการเงิน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โครงการ Project Ensemble ซึ่งเป็นแซนด์บ็อกซ์ที่เปิดตัวในปี 2024 เพื่อให้เหล่าผู้นำในอุตสาหกรรมได้ทดสอบการทำธุรกรรมด้วยเงินฝากโทเคน (Tokenized Deposits) และสินทรัพย์ดิจิทัลในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ 

ชานเชื่อว่าความพยายามเหล่านี้จะช่วยยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศและสนับสนุนการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ หรือตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของโลกการเงินในอนาคต

นอกจากนี้ รมช.คลังฮ่องกงยังได้ยกโครงการ mBridge เป็นตัวอย่างของความร่วมมือข้ามพรมแดนที่ช่วยทำให้เกิดการไหลเวียนของ CBDC  หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ระหว่างเขตอำนาจศาลต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการเชื่อมต่อด้านการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ

 JP Morgan  มอง ‘บล็อกเชน’ เครื่องจักรทำเงิน

ในมุมมองของอักชิกา คุปตา จากธนาคาร JP Morgan สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้ให้ภาพที่ชัดเจนที่สุดว่าโลกการเงินได้ก้าวข้ามผ่านช่วง "การโฆษณาชวนเชื่อ" ไปสู่ "การใช้งานจริง" ในระดับที่น่าตกใจ โดยสะท้อนจาก Kinexis แพลตฟอร์มบล็อกเชนของเจพีมอร์แกนที่ปัจจุบันมีการประมวลผลธุรกรรมสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน

“สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่อเรียกเก๋ๆ อย่าง DeFi แต่คือประสิทธิภาพที่เหนือกว่าระบบเดิม พวกเขาต้องการ 'ท่อส่ง ทางการเงินที่ดีกว่า"

ปัจจุบันกระบวนการ "โทเคนไนเซชัน" ที่แปลงสินทรัพย์จริงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการลดต้นทุนอีกต่อไป แต่มันคือ "ตัวขับเคลื่อนรายได้" ที่สำคัญ ลูกค้าเต็มใจที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ความรวดเร็ว และความสามารถในการโปรแกรมการชำระเงินผ่าน Smart Contracts ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการเงินทุนมีความคล่องตัวและเกิดประโยชน์สูงสุด

หัวใจสำคัญคือ ‘ความเชื่อมั่น’

สำหรับเป่ย หลิง ติน จากบริษัทฟินเทคในสิงคโปร์ MetaComp มองว่า ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุค "Web 2.5" ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” ที่ขาดหายไประหว่างโลกการเงินเดิมและโลก On-chain โดยเสนอ 3 เสาหลักที่จะสร้างความเชื่อมั่นนี้ได้แก่ ความเชื่อมั่นในสถาบัน, ความเชื่อมั่นในกฎระเบียบ และความเชื่อมั่นในมาตรฐานอุตสาหกรรม

"สำหรับ SME ในอาเซียน ความล่าช้าในการชำระเงินเพียง 2-7 วัน มีต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงกว่าค่าธรรมเนียมธุรกรรมเสียอีก...  ดังนั้นสภาพคล่องคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตได้จริง"

เป่ย หลิง ติน ยังได้ลบภาพจำเดิมๆ เรื่องการแข่งขันกันระหว่างศูนย์กลางการเงินอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง โดยเธอมองว่าเป็นเรื่องของการร่วมมือกันท่ามกลางการแข่งขัน หรือ "Co-opetition" เธอเชื่อว่าไม่มีใครสามารถผูกขาดตลาดการเงินโลกได้ และการที่สิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นประตูสู่อาเซียน ในขณะที่ฮ่องกงเป็นสะพานสู่จีน จะช่วยขยายขนาดของตลาดให้ใหญ่ขึ้นสำหรับทุกคน

โครงการอย่าง Project Guardian ในสิงคโปร์ ที่เป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งช่วยให้กฎระเบียบไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา แต่เป็น "ตัวเร่ง" ที่สร้างมาตรฐานและความชัดเจนให้กับผู้ใช้งาน

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากเวทีนี้เกี่ยวกับอนาคตของการเงินโลกนั้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการประสานพลังระหว่าง รัฐบาล, สถาบันการเงิน  และนวัตกรรม เมื่อทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน สิ่งที่จะได้รับไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบกำไรขาดทุน แต่คือโลกการเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพที่เข้าถึงได้ทุกคน ตั้งแต่องค์กรข้ามชาติไปจนถึงเจ้าของธุรกิจ SME ขนาดเล็ก