วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

Humanoid Robotics พลิกเศรษฐกิจโลก บลจ.แอสเซท พลัส เปิดกองทุน A-HUMANOID รับเมกะเทรนด์

Humanoid Robotics พลิกเศรษฐกิจโลก บลจ.แอสเซท พลัส เปิดกองทุน A-HUMANOID รับเมกะเทรนด์

Humanoid Robotics เมกะเทรนด์ใหม่ที่กำลังพลิกเศรษฐกิจโลก บลจ.แอสเซท พลัส เปิดทางลงทุนผ่าน A-HUMANOID ที่ไม่ควรมองข้าม

ในวันที่โลกกำลังเผชิญทั้ง “สังคมผู้สูงอายุ” การขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนการผลิตสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เทคโนโลยีอย่าง Humanoid Robotics และ Embodied AI กำลังเปลี่ยนบทบาทจากนวัตกรรมล้ำสมัยไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก”

สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “เรื่องไกลตัวและแทบเป็นไปไม่ได้ในเชิงเศรษฐกิจ” วันนี้เริ่มถูกนำมาใช้จริงในภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ หากย้อนกลับไปในช่วงปี 1990–2000 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ยังอยู่ในระดับต้นแบบ เช่น ASIMO ที่ยังเคลื่อนไหวได้จำกัด และต้องอาศัยการตั้งโปรแกรมล่วงหน้า

ต่อมาในยุค 2010 การมาของ Atlas ได้สร้างจุดเปลี่ยนด้านภาพลักษณ์ ด้วยความสามารถในการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว กระโดดตีลังกา และรักษาสมดุลได้อย่างน่าทึ่ง โดยเริ่มมีการนำ Machine Learning เข้ามาใช้งานจริง

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในยุค 2020 เมื่อหุ่นยนต์กำลังถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจ เช่น Optimus ของ Tesla และ Digit จาก Agility Robotics ที่ถูกนำไปทดลองใช้งานในคลังสินค้าของ Amazon

การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนว่า หุ่นยนต์ไม่ได้เป็นแค่ “เทคโนโลยีโชว์ศักยภาพ” อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ “เศรษฐกิจจริง”

ทั้งนี้ เบื้องหลังการเติบโตของ Humanoid Robotics ไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างของโลก โดยภายในปี 2050 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แรงงานวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่นและเยอรมนี

ในอีกด้านหนึ่ง ภาคการผลิตทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหา ขาดแคลนแรงงาน โดยมีการประเมินว่า ในปี 2030 โลกอาจขาดแรงงานภาคการผลิตถึง 8 ล้านตำแหน่ง และญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวอาจขาดแรงงานถึง 11 ล้านคนภายในปี 2040

สถานการณ์นี้ทำให้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กลายเป็นมากกว่าทางเลือก แต่เป็น “คำตอบเชิงโครงสร้าง” ของ เศรษฐกิจโลก สอดคล้องกับมุมมองของ Morgan Stanley ที่ประเมินว่า มูลค่าตลาดอาจพุ่งสูงถึงเกือบ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2050

ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนในบริษัทกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มลดลงมากกว่า 80% ในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ่นยนต์สามารถเข้าสู่ตลาดแมสได้จริง โดยในอนาคต หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จะเข้ามามีบทบาทใน 3 ภาคส่วนสำคัญ

  1. ภาคอุตสาหกรรม หุ่นยนต์มีแนวโน้มเข้ามาแทนแรงงานในสายการผลิตได้ถึง 20 ล้านตำแหน่งทั่วโลก โดยเฉพาะงานซ้ำซาก งานที่ต้องใช้แรง หรือมีความเสี่ยงสูง
  2. ภาคการแพทย์ หุ่นยนต์จะช่วยดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมถึงงานกายภาพบำบัด โดยตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตแตะ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2028
  3. ภาคครัวเรือน หุ่นยนต์จะกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่สามารถทำงานบ้าน ดูแลผู้สูงอายุ และเรียนรู้พฤติกรรมของเจ้าของบ้านได้แบบเฉพาะบุคคล

ภาพรวมคือ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “แรงงาน” ไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์อีกต่อไป

Humanoid Robotics พลิกเศรษฐกิจโลก บลจ.แอสเซท พลัส เปิดกองทุน A-HUMANOID รับเมกะเทรนด์

อุตสาหกรรมนี้กำลังถูกขับเคลื่อนโดยผู้เล่นระดับโลก ฝั่งจีน UBTECH Robotics ที่เริ่มนำหุ่นยนต์ไปใช้งานจริงในโรงงานของ BYD และ Airbus ขณะที่ฝั่งสหรัฐ Tesla ที่ตั้งเป้าผลิต Optimus ในระดับหลายล้านตัวต่อปี ด้วยราคาเพียง 20,000–30,000 ดอลลาร์ และถูกมองว่าอาจเป็น “iPhone Moment” ของ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ จุดแข็งสำคัญของ Tesla คือการผสาน AI จากระบบขับขี่อัตโนมัติและโมเดลภาษา ทำให้หุ่นยนต์สามารถ “เรียนรู้และตัดสินใจ” ได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 1 ตัว ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก

  • ร่างกาย (55%) ระบบกลไกและมอเตอร์
  • สมอง (23%) ชิปและ AI
  • การรับรู้ (15%) เซ็นเซอร์

นั่นหมายความว่า โอกาสการลงทุนกระจายอยู่ทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิปเซ็นเซอร์ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติ

จากแนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่า Humanoid Robotics ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ” ที่มีบทบาทในหลายอุตสาหกรรม นั่นหมายความว่า โอกาสการเติบโตไม่ได้อยู่แค่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ แต่กระจายอยู่ทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่ AI ชิปเซ็นเซอร์ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติ

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส มองว่า Humanoid Robotics คือ เมกะเทรนด์ ระยะยาวที่มีศักยภาพเติบโตสูง และไม่ใช่เพียง “ธีมระยะสั้น” จึงเปิด “กองทุน A-Humanoid” เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการเติบโตนี้ โดยลงทุนผ่านกองทุน KraneShares Global Humanoid Robotics and Embodied Intelligence Index ETF ออกแบบมาเพื่อเกาะกระแส Embodied AI โดยเฉพาะ เน้นที่ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ AI และหุ่นยนต์ทั่วโลก เช่น Rainbow Robotics, HIWIN และ Texas Instruments

กองทุนดังกล่าวมีเป้าหมายหลักในการติดตามดัชนี MerQube Global Humanoid and Embodied Intelligence Index โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่อยู่ในระบบนิเวศของ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น AI, เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงผู้ผลิตหุ่นยนต์จริง สะท้อนแนวคิดว่า “ผู้ชนะ” ในยุคนี้อาจไม่ได้มีแค่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ แต่รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีเบื้องหลังทั้งหมด ด้วยแนวคิดดังกล่าว กองทุนจึงเลือกลงทุนแบบ “ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่” เพื่อเก็บเกี่ยวการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในทุกมิติ

เกณฑ์การคัดเลือกหุ้น กองทุนใช้แนวทางที่ค่อนข้างเข้มงวด บริษัทที่จะถูกคัดเลือกต้องมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องมีรายได้จากธุรกิจนี้อย่างน้อย 50% หรือเป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โดยตรง นอกจากนี้ยังต้องมีขนาดใหญ่พอ (Market Cap ไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์) และมีสภาพคล่องสูง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถลงทุนได้จริงในระดับสถาบัน

จุดเด่นสำคัญของ KraneShares Global Humanoid Robotics and Embodied Intelligence Index ETF คือ การ “กระจายความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ผ่านการลงทุนทั่วโลก โดยมีน้ำหนักหลักอยู่ในสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก และยังใช้วิธีจัดพอร์ตแบบ Equal Weight หรือการให้น้ำหนักหุ้นเท่าๆ กัน แตกต่างจาก ETF ทั่วไปที่มักให้น้ำหนักตามขนาดบริษัท วิธีนี้ช่วยลดการกระจุกตัวในหุ้นยักษ์ใหญ่ และเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดกลางที่มีศักยภาพเติบโตสูงเข้ามามีบทบาทในพอร์ต

ปัจจุบันกองทุนถือครองหุ้นประมาณ 59 บริษัท และมีการปรับสมดุลพอร์ตทุกไตรมาส เพื่อให้สามารถสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากดูโครงสร้างพอร์ต จะพบว่า มีการกระจายตัวค่อนข้างสมดุล โดยกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials) มีสัดส่วนสูงสุดที่ 39% ตามด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ 36% สินค้าฟุ่มเฟือย 17% และวัสดุ 7% ขณะที่ในเชิงภูมิศาสตร์ สหรัฐฯ และจีนมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 30% สะท้อนการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีของสองมหาอำนาจโลก

ในส่วนของหุ้นเด่น กองทุนเน้นบริษัทที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของหุ่นยนต์” เช่น

  •  Rainbow Robotics ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ขั้นสูง
  • HIWIN Technologies ผู้นำด้านระบบขับเคลื่อน
  • Lynas Rare Earths ผู้ผลิตแร่หายากที่จำเป็นต่อมอเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • Moog Inc. ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบควบคุมความแม่นยำสูง
  • Texas Instruments หนึ่งในผู้ผลิตชิปสำคัญของโลก

(Source: Kraneshares Presentation) 

กองทุน KraneShares Global Humanoid Robotics and Embodied Intelligence Index ETF ถือว่ามีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยให้ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (Since Inception) สูงถึง 44.47% ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งสะท้อนถึงกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ธีม AI และหุ่นยนต์อย่างชัดเจน (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ก.พ.2569) 

สอบถามข้อมูลและรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ โทร. 02-672-1111 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลจากตัวแทนการขายที่ใช้บริการ

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาหนังสือชี้ชวนและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้