ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทาง “ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ปัจจัยลบดังกล่าวกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนกลายเป็นแรงผลักดันให้ “เม็ดเงินลงทุน” และ “คนเก่งทั่วโลก” เริ่มโยกย้ายมองหา “บ้านหลังใหม่” เพื่อกระจายความเสี่ยงข้างต้น สอดคล้องกับเหล่านักวิเคราะห์ และผู้นำภาคการเงินไทย ต่างมองเห็น “โอกาสเชิงกลยุทธ์” ที่เงินทุน และกลุ่มบุคลากรศักยภาพสูง ใน “กลุ่มต่างชาติ” โดยเฉพาะ “กลุ่มตะวันออกกลาง” ที่เรียกว่า “เศรษฐีอาหรับ”
ดร.สันติธาร เสถียรไทย อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากปัญหาความขัดแข้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ซึ่งประเทศไทยกำลังได้รับอานิสงส์ในฐานะ “Safe Haven” หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดทั้ง “เงินทุนจากทั่วโลก” และ “กลุ่มคนเก่ง” (Talent) จำนวนมหาศาลที่มีโอกาสไหลเข้าสู่ “ประเทศไทย” และ “อาเซียน” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ตะวันออกกลาง” คุ้นเคยระบบสาธารณสุขไทย
สะท้อนภาพที่ทำให้นักลงทุน และคนเก่งระดับโลกมองหา “การกระจายความเสี่ยง” (Diversification) ซึ่งไทยถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ด้วยเนื่องจากมีความคุ้นเคย และเชื่อมั่นใน “ระบบสาธารณสุข” (Healthcare) ของไทย รวมทั้ง ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณของคนเก่ง และนักธุรกิจระดับโลกที่ต้องการย้ายเข้ามาพำนัก และลงทุนในเมืองไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็น “ส้มหล่น” ที่ไทยต้องรีบคว้าโอกาสดังกล่าวไว้
ดร.สันติธาร กล่าวต่อว่า นี่คือโอกาสสำคัญในเชิงกลยุทธ์ โดยชี้ว่าช่วงระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้ของรัฐบาล จะเป็น “โอกาสทอง” ในการวางรากฐาน เพื่ออนาคตของประเทศ แม้ว่ากระแสเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI จะหมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยยังมีแต้มต่อที่สามารถนำมาต่อยอดได้ทันทีหากเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้
“หากไทยสามารถผนวกความโดดเด่นด้านเฮลท์แคร์ และบริการ เป็นแรงดึงดูดสำคัญเข้ากับกระแส เอไอ ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่จะเป็นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน”
ชูโมเดล “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ดึงเศรษฐีต่างชาติอยู่ยาว
นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และ 6 และกรรมการ บริษัท กรุงเทพ ดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โซนภาคตะวันออก และภาคใต้มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่น่าสนใจ คือ นักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ยาวขึ้น โดยมาจองที่พักแล้วก็อยู่ยาวขึ้น ถ้ามองในภาพของระดับโลก
ดังนั้น หากประเทศไทยเข้าใจโอกาสนี้แล้ว ก็สร้างโอกาสให้มีการลงทุน อนุญาตให้มีการย้ายถิ่นฐาน ในลักษณะจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ น่าจะเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศไทย จากการที่ทั่วโลกมองว่าประเทศไทยเป็นกลาง ยังเป็น “พื้นที่ที่ปลอดภัย” และ “น่าอยู่” ก็จะเลิกพึ่งพิงเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เข้ามาแล้วก็หายไป กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีคนมาพำนักอยู่ยาว ก็น่าจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางโครงสร้างใหม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยมี “ศักยภาพ” ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่พร้อมมาก เช่น โรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ที่เปิดขึ้นอย่างมากพอที่จะรองรับกลุ่มนี้ มีโรงพยาบาลที่ดี เป็นสังคมที่อยู่กันครบทุกชนชาติ ทุกศาสนา ที่สำคัญมี “จุดแข็ง” เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถพักผ่อนจิตใจได้ มีธรรมชาติทั้งป่า ทะเล ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึง มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ราคาไม่แพง
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพอย่าง “ดูไบ” ที่มีการเปิดพื้นที่สร้างเมือง สร้างกติกาให้คนที่มี “ความมั่งคั่ง” จากทั่วโลกสามารถย้ายไปอยู่ แล้ว พร้อมกับเอื้อให้เกิด “การลงทุน” โดยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ที่เป็นทะเลทรายจนมีความเจริญเติบโตได้ หรือ “ประเทศสิงคโปร์” ก็จะมีคนที่มีความมั่งคั่งของประเทศต่าง ๆ ย้ายความมั่งคั่งไปอยู่ ไปสร้างการลงทุนที่นั่น ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่นั่น ซึ่งที่ตะวันออกกลางก็คล้ายๆ กัน ตอนที่เกิด “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” หลายคนก็ย้ายออกไปอยู่ที่นั่น และไปตั้งธุรกิจที่นั่น ส่งผลทำให้เกิดการลงทุนต่าง ๆ
“พูดง่ายๆ คือ เป็น Financial Hub ใหม่ของโลก ที่รองรับคนมีศักยภาพสูงจากทั่วโลกเข้ามาอยู่พำนัก แล้วก็ลงทุน ที่สำคัญต้องไม่เอาทุนเทาเข้ามา เพราะถ้ามีคนเทาอยู่มาก คนจากทั่วโลกก็ไม่อยากมาอยู่ เพราะเขาต้องการความปลอดภัย ต้องการความถูกต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องท้าทายทางฝั่งรัฐบาลว่าจะมองเห็นโอกาสในการออกแบบโครงสร้างใหม่นี้ ส่วนตัวมองพื้นที่เหมาะสมอย่างจ.ภูเก็ต หรือภาคตะวันออก”นพ.ก้องเกียรติ กล่าว
สมาคมชงดึง “กลุ่ม Expats” ลงทุนในหุ้นไทย
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ( บลจ.) วรรณ และในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า สมาคมเสนอแนวทางเพิ่มมูลค่าตลาดหุ้นไทยผ่านการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติที่ “พำนักในไทย” (Expats) เข้ามาลงทุน ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้านักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่มี “ศักยภาพระดับสูง”
โดยมองเห็นศักยภาพ “กลุ่ม Expats” โดยเฉพาะจาก “ตะวันออกกลาง” มีอยู่ในเมืองไทย “ราว 500,000 คน” หากสามารถดึงมาลงทุนได้เพียง 25,000 คน และลงทุนเฉลี่ยคนละ 1 ล้านบาท จะช่วยสร้าง “เม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดทุนได้” จำนวนมหาศาล
ทั้งนี้ สมาคมยังเสนอให้ปรับเงื่อนไข Long-term Resident Visa (LTR) ที่ปัจจุบันกำหนดให้ลงทุนในตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 500,000 ดอลลาร์ โดยเสนอให้ “กองทุนรวม” สามารถนับรวมเป็นสินทรัพย์ลงทุนเพื่อขอวีซ่าได้ และลงทุนให้สอดคล้องกับระยะเวลา หรืออายุวีซ่าที่พวกเขาได้รับ เพื่อเพิ่มความสะดวก และดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้โมเดลแข่งขันคล้ายประเทศสิงคโปร์ โดยกำหนดให้นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวนำเงินอย่างน้อย 10% ของความมั่งคั่งมาลงทุนใน “ตลาดทุนไทย” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาค
“ กลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักในไทย ซึ่งมีจำนวนหลายล้านคน ทั้งที่ถือวีซ่าระยะสั้น และระยะยาว โดยคาดหวังว่าการอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้สามารถลงทุนในกองทุนไทยได้ตามระยะเวลาของวีซ่า หากนำเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมได้ ”
อย่างไรก็ตาม หากมาตรการดังกล่าวสามารถเดินหน้าได้ตามแผนคาดจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นของนักลงทุนสถาบันในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนหุ้นไทยของนักลงทุนสถาบันประมาณ 1 ล้านล้านบาท สมาคมมองตลาดหุ้นไทยยังมี “เสน่ห์” และ “น่าสนใจ” มากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐในหลายด้าน
สำหรับ มุมมองการลงทุนท่ามกลางไฟ “สงครามตะวันออกกลาง” ประเมินในภาวะที่ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางลงทุนทั่วโลก
แนะวางกลยุทธ์ใหม่สู่ศูนย์กลางธุรกิจภูมิภาค
นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มองว่า ประเทศไทยควรปรับตัว ในเชิงโครงสร้างวางกลยุทธ์ใหม่เพื่อยกระดับบทบาทจาก “ปลายทางการลงทุน” สู่การเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจ และห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาค” โดยเน้นการออกแบบนโยบายที่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างง่าย ลดขั้นตอน และกฎระเบียบที่ซับซ้อน พร้อมยกระดับมาตรการด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ที่จูงใจนักลงทุนในระยะยาว
ทั้งนี้ รัฐบาลควรมุ่งเน้นการดึงดูดเงินลงทุนคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ และต้นทุนแข่งขันได้ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น กลยุทธ์ใหม่นี้ยังมุ่งสร้าง Ecosystem การลงทุนครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อ “ลดต้นทุน” และ “เพิ่มความคุ้มค่า” ให้กับนักลงทุน พร้อมดึงดูดการลงทุนระยะยาว เช่น การตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค (Regional HQ) และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าการลงทุนที่เน้นเพียงต้นทุนต่ำ
ขณะเดียวกัน มองว่าเสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบาย และความเชื่อมั่นของประเทศ ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของกลยุทธ์เพราะว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับความแน่นอนในระยะยาว
“การกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างชัดเจน และต่อเนื่อง จะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันกับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในอนาคต”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





