วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

ThaiBMA เฝ้าระวังหุ้นกู้ 20 ราย ยืดหนี้ต่อกลุ่มเดิม - อสังหาสูงสุด

ThaiBMA เฝ้าระวังหุ้นกู้ 20 ราย ยืดหนี้ต่อกลุ่มเดิม - อสังหาสูงสุด

สถานการณ์ “ตลาดหุ้นกู้ไทย” ในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ระยะการปรับตัวครั้งสำคัญ และ “เผชิญความท้าทาย” จากช่วงโควิด-19 คือความตระหนกจากสิ่งที่ไม่รู้ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะรุนแรงกว่าในแง่ของแรงกระแทกที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยสงคราม ราคาพลังงาน และหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว

ส่งผลให้ “ภาคธุรกิจ” ต้องวางแผนการเงินรัดกุมและต้องเร่งเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้าก่อนจะถึงวันครบกำหนดชำระหนี้เพื่อไม่ให้เกิด “การผิดนัดชำระหนี้” (Default) จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาพรวม โดย “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย”(ThaiBMA) ประเมินสถานการณ์ “หุ้นกู้มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้” ในช่วงไตรมาส 2 นี้ อาจยังมีโอกาสเห็นการปรับตัวสูงขึ้นของ “หุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้”

ThaiBMA เฝ้าระวังหุ้นกู้ 20 ราย ยืดหนี้ต่อกลุ่มเดิม - อสังหาสูงสุด

“อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ ThaiBMA เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสมาคมฯ จะแสดงให้เห็นว่ามีบริษัทที่อยู่ในรายชื่อปรับโครงสร้างหนี้กว่า 20 ราย ซึ่งเป็นรายชื่อ “กลุ่มเฝ้าระวัง” (Watchlist) เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบริษัทที่เคยมีปัญหามาแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่ถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว ยังไม่สามารถหาเงินมาคืนได้จนสภาพคล่องตึงตัว นำไปสู่กระบวนเจรจายืดหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นการเกิดปัญหาจากรายใหม่

สำหรับ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นกระจายหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง ตัวอย่างในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา กรณีของ บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) ที่ประสบสภาวะสภาพคล่องขาดเงินสดกะทันหัน เนื่องจากขายทรัพย์สินไม่ได้ตามเป้าหมาย ดังนั้น เพื่อประคองตัวในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย บริษัทใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้โดยการขอขยายเวลาชำระหนี้ หรือยืดหนี้ออกไป โดยมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้และได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

โดยมองความเสี่ยงของกลุ่มอสังหาฯ ปัญหาส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้เกิดจากการที่ไม่สามารถระบายสต็อกบ้าน หรือคอนโดมิเนียมออกมาเป็นกระแสเงินสดได้ทันเวลา ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยมีรายงานว่า “อัตราปฏิเสธสินเชื่อ” ในกลุ่มคอนโดมิเนียมพุ่งสูงถึง 70% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของ “ดีเวลลอปเปอร์”

อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างสำคัญของกลุ่มอสังหาฯ เมื่อเทียบกับเคสอื่นที่เกิดปัญหา อย่าง บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) มองว่า กลุ่มอสังหาฯ ยังมี “ทรัพย์สินที่จับต้องได้” เช่น ที่ดิน หรือโครงการอาคารชุดริมแม่น้ำ เช่น กรณีหุ้นกู้ของ บมจ. แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND ) ซึ่งทำให้บริษัทยังมีแต้มต่อในความพยายามเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์ เมื่อเกิดปัญหาสภาพคล่อง บริษัทจะขอประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดอายุการชำระหนี้ ยกเว้นเหตุผิดนัด หรือปรับอัตราดอกเบี้ย

สำหรับ ภาพรวมมูลค่าครบกำหนดในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดรวมทั้งสิ้น 686,533 ล้านบาท โดยช่วงไตรมาส 2 และ ไตรมาส 3 เป็นช่วงที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากที่สุดของปี อยู่ที่ 265,600 ล้านบาท และ 244,886 ล้านบาท โดยสัดส่วนถึง 92% ของหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด เป็น “กลุ่ม Investment Grade” หลัก ๆ คือ กลุ่มไฟแนนซ์ , พลังงาน และ อสังหาฯ ส่วนใหญ่มีสภาพคล่องดีหรือมีทางเลือกในการกู้ยืมผ่านธนาคารจึงทำให้ภาพรวมยังไม่น่ากังวล

ขณะที่ กลุ่มบิ๊กเนมและอุตสาหกรรมเฝ้าระวังในส่วนบริษัทระดับ Investment Grade มองไม่มีความน่ากังวล เพราะบริษัทเหล่านี้มีทางเลือกหลากหลาย โดยสามารถหันไปพึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารแทนการออกหุ้นกู้เพื่อรอจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเหมาะสมกว่า แต่ก็ยังมี กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติมอย่างบางบริษัทที่เริ่มนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งในหลายกรณีการลงทุนดังกล่าวยังไม่เห็นผลสำเร็จที่ชัดเจน

ประกอบกับ ยอมรับปัจจุบันนักลงทุนหุ้นกู้มีความเข้าใจความเสี่ยงมากขึ้นและพิจารณาสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับพอร์ตลงทุนรวม ปัจจุบันนักลงทุนมีความเข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น เห็นได้จากการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ที่ดำเนินการไปได้ด้วยเหตุและผล แต่ยังคงเน้นย้ำหากเกิดกรณีผู้ออกหุ้นกู้ต้องยืดอายุหนี้ หรือต้องขาดทุนเงินต้นบ้าง พอร์ตโดยรวมจะต้องยังรับไหว 

แหล่งข่าวในตลาดทุน เปิดเผยว่า นอกจากหุ้นกู้กลุ้มอสังหาฯ ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องแล้ว ยังมีในอุตสาหกรรม อย่าง พลังงานทางเลือกไฟแนนซ์ มองเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่ากังวล กลุ่มพลังงานทางเลือก พิจารณาเป็นรายบริษัทปัจจุบันรายได้จากส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) เริ่มลดลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้หลายบริษัทพยายามนำเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ซึ่งในหลายเคสการลงทุนเหล่านั้นยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กลุ่มไฟแนนซ์ เริ่มเห็นสัญญาณความตึงตัวจากสถาบันการเงินเข้มงวดตามเกณฑ์ปล่อยกู้ ทำให้การออกหุ้นกู้ใหม่ทำได้ยากขึ้น หรือกลุ่มสื่อสารส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่ แม้ปัจจุบันยังมีความจำเป็นในการใช้งาน แต่ก็มีปัจจัยกดดันหลายอย่าง

คาดแนวโน้ม “หุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้” ในไตรมาส 2 ปีนี้ หรือหลังจากนี้ ไม่น่าจะมีรายใหม่ แต่จะเป็นรายเดิม ๆ ที่ต้องบริหารจัดการยืดหนี้ต่อ ปัจจุบันบริษัทเหล่านี้ มักไม่ปล่อยให้ถึงวันครบกำหนดชำระแล้วค่อยประกาศว่าไม่มีเงิน แต่จะมีการใช้วิธีประชุมผู้ถือหุ้นกู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อวางแผนยืดหนี้ก่อนล่วงหน้า

“เอนก อยู่ยืน” รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ในปัจจุบันการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมายังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ และยังไม่ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนน่ากังวลเหมือนปีก่อน แม้จะมีปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ถึงอย่างปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และภัยสงครามเข้ามาแทรกซ้อนในปีนี้ก็ตาม

ขณะเดียวกันทาง ก.ล.ต. ได้มีกลไกการเฝ้าระวัง อย่างใกล้ชิด โดย “ทีมมอนิเตอร์หุ้นกู้” เข้าติดตามสถานการณ์แบบรายวัน ทั้งติดตามวันครบกำหนดชำระหนี้ของหุ้นกู้แต่ละชุด , การตรวจสอบงบการเงินและกระแสเงินสดของผู้ออกหุ้นกู้มีเพียงพอรองรับการชำระหนี้หรือไม่ รวมถึงทำงานเชิงรุกเข้าไปพูดคุยกับผู้ออกหุ้นกู้เพื่อสอบถามแผนการรองรับในกรณีที่อาจเกิดปัญหา และมีการกำชับให้มีการเปิดเผยข้อมูลแก่นักลงทุนอย่างรวดเร็ว โปร่งใส รวมถึงการติดตามอันดับความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ก.ล.ต. มีแนวคิดที่จะจัดตั้ง “ทักฟอร์ซ บอนด์” ซึ่งเป็นการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับกลุ่มทำงานเฉพาะกิจในฝั่งตลาดทุนที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ โดยมีแนวทางยกระดับมาตรการ ปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลให้ทันต่อสถานการณ์โลก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้ และสร้างความมั่นใจว่ากลไกตลาดจะทำงานได้อย่างปกติแม้ในสภาวะที่มีความผันผวนสูง เพื่อคุ้มครองนักลงทุน