วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน 2569

Login
Login

บล.ไพน์ เวลท์ฯ จับตา‘สงครามตะวันออกกลาง’คาดพีคสุดกลางเม.ย.นี้

บล.ไพน์ เวลท์ฯ จับตา‘สงครามตะวันออกกลาง’คาดพีคสุดกลางเม.ย.นี้

นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด เปิดเผยว่า แผนยุทธศาสตร์ปี 2569 กลุ่มธุรกิจ Wealth Management (High Solution) ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่16,000 ล้านบาท และมุ่งรักษาการเติบโตกำไรในระดับ 40% เท่ากับปีก่อน

ภายใต้กลยุทธ์หลักมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งสูง ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าใหม่อีก 200 ราย ไม่นับรวมฐานลูกค้าหลักสิบรายในปัจจุบัน

บล.ไพน์ เวลท์ฯ จับตา‘สงครามตะวันออกกลาง’คาดพีคสุดกลางเม.ย.นี้

อีกทั้งรองรับการขยายตัวดังกล่าว บริษัทมีแผนเพิ่มจำนวนผู้ดูแลลูกค้ารายใหญ่ จากเดิม 12 คน เป็น 22 คน เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเข้มข้นในรูปแบบ Advisory ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

พร้อมย้ำจุดแข็งด้าน Open Architecture ที่เปิดกว้างให้ลูกค้าเลือกกองทุนได้หลากหลายจากทุก บลจ. เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน

พร้อมกันนี้ ยังประเมินโลกกำลังเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน และปัจจัยทางการเมืองในตะวันออกกลาง คาดการณ์ในช่วงกลางเดือนเม.ย.นี้ อาจเห็นการใช้กำลังที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดตัดสินว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือบานปลาย

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อ “ราคาน้ำมัน” ที่มีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะยาว โดยประเมินราคาน้ำมันดิบอาจไต่ระดับไปถึง 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจนำไปสู่สภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ทั่วโลกได้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง เราแนะนำการลงทุน กระจายความเสี่ยงสู่ตลาดบราซิลและสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) หลังมองราคาน้ำมันมีสิทธิ์ทรงตัวในระดับสูงยาวนาน ในไตรมาส 2 นี้ การบริหารความผันผวนคือ หัวใจสำคัญนักลงทุนควรลดสัดส่วนการถือครองหุ้นที่แพงเกินไป และย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและสงคราม เพื่อประคองพอร์ตให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูงไปให้ได้

ทางด้านมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย เรามีความระมัดระวังมากขึ้น ประเมินกรอบแนวรับไว้ที่ 1,300 จุด และกรอบแนวต้าน ที่ 1,400-1,450 จุด ทั้งนี้ แนะนำให้ “ขายทำกำไร” เมื่อดัชนีแตะระดับ 1,450 จุด เนื่องจากมองอัปไซด์ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ

แต่ยังมีปัจจัยที่จะทำให้หุ้นไทยกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง คือ การเห็นสัญญาณการเติบโตของยอดสินเชื่อในกลุ่มธนาคาร และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในกลุ่มพลังงานและธนาคาร ซึ่งปัจจุบันยังถูกกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่า 2%