นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด เปิดเผยว่า แผนยุทธศาสตร์ปี 2569 กลุ่มธุรกิจ Wealth Management (High Solution) ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่16,000 ล้านบาท และมุ่งรักษาการเติบโตกำไรในระดับ 40% เท่ากับปีก่อน
ภายใต้กลยุทธ์หลักมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งสูง ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าใหม่อีก 200 ราย ไม่นับรวมฐานลูกค้าหลักสิบรายในปัจจุบัน
อีกทั้งรองรับการขยายตัวดังกล่าว บริษัทมีแผนเพิ่มจำนวนผู้ดูแลลูกค้ารายใหญ่ จากเดิม 12 คน เป็น 22 คน เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเข้มข้นในรูปแบบ Advisory ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
พร้อมย้ำจุดแข็งด้าน Open Architecture ที่เปิดกว้างให้ลูกค้าเลือกกองทุนได้หลากหลายจากทุก บลจ. เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน
พร้อมกันนี้ ยังประเมินโลกกำลังเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน และปัจจัยทางการเมืองในตะวันออกกลาง คาดการณ์ในช่วงกลางเดือนเม.ย.นี้ อาจเห็นการใช้กำลังที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดตัดสินว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือบานปลาย
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อ “ราคาน้ำมัน” ที่มีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะยาว โดยประเมินราคาน้ำมันดิบอาจไต่ระดับไปถึง 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจนำไปสู่สภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ทั่วโลกได้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง เราแนะนำการลงทุน กระจายความเสี่ยงสู่ตลาดบราซิลและสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) หลังมองราคาน้ำมันมีสิทธิ์ทรงตัวในระดับสูงยาวนาน ในไตรมาส 2 นี้ การบริหารความผันผวนคือ หัวใจสำคัญนักลงทุนควรลดสัดส่วนการถือครองหุ้นที่แพงเกินไป และย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและสงคราม เพื่อประคองพอร์ตให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูงไปให้ได้
ทางด้านมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย เรามีความระมัดระวังมากขึ้น ประเมินกรอบแนวรับไว้ที่ 1,300 จุด และกรอบแนวต้าน ที่ 1,400-1,450 จุด ทั้งนี้ แนะนำให้ “ขายทำกำไร” เมื่อดัชนีแตะระดับ 1,450 จุด เนื่องจากมองอัปไซด์ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ
แต่ยังมีปัจจัยที่จะทำให้หุ้นไทยกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง คือ การเห็นสัญญาณการเติบโตของยอดสินเชื่อในกลุ่มธนาคาร และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในกลุ่มพลังงานและธนาคาร ซึ่งปัจจุบันยังถูกกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่า 2%





