วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

ThaiBMA จับสัญญาณ หุ้นกู้เสี่ยงยืดหนี้เพิ่ม หากพิษสงครามลากยาว

ThaiBMA จับสัญญาณ หุ้นกู้เสี่ยงยืดหนี้เพิ่ม หากพิษสงครามลากยาว

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า  ทางด้านสถานการณ์ “หุ้นกู้ที่มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้”  ประเมินว่า  หากสถานการณ์ยังมีความเสี่ยงต่างๆ ยังยืดเยื้อต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมานี้ ทั้งสงครามตะวันออกกลาง  ส่งผลต่อตลาดการเงินผันผวน และมีแรงกดดันราคาพลังงาน และเงินเฟ้อปรับตัวขึ้น กระทบต่อสภาพคล่องภาคธุรกิจ และการขยายตัวเศรษฐกิจไทย  

เราคาดว่า แนวโน้มหลังจากนี้ “หุ้นกู้ขอปรับโครงสร้างหนี้” อาจจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกปีนี้ แต่น่าจะอยู่ในกลุ่มเดิมๆ ที่เคยขอปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องตึงตัวต่อเนื่องมา 2-3 ปีแล้ว

เราจะเห็นว่า หลายบริษัทใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้โดยการขอขยายเวลาชำระหนี้ออกไป เพื่อประคองตัวในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย

อย่างเช่น  บมจ. อาริยา (A) มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ และได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว หรือ ECF ประสบปัญหาสภาพคล่องจนไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ในเดือนมี.ค. และอยู่ในขั้นตอนเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อหาทางออก

ThaiBMA จับสัญญาณ หุ้นกู้เสี่ยงยืดหนี้เพิ่ม หากพิษสงครามลากยาว

ขณะที่ หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ ประเมินว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย เพราะหุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์ออกใหม่ลดลงมาก  และที่เคยมีปัญหาอยู่แล้วไม่สามารถออกใหม่ได้ ดังนั้นคาดเสี่ยงตรงนี้ไม่น่าเป็นห่วง  

“หุ้นผิดนัดชำระหนี้ ยังไม่ได้หมายถึงผิดนัดชำระทันที ส่วนใหญ่จะขอเปิดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ หรือยืดหนี้ และการขอปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะล้มละลายเสมอไป หลายบริษัทที่ปรับโครงสร้างแล้วสามารถกลับมาจ่ายคืนหนี้ได้ครบตามปกติเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเราก็ยังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง”

 

 

ในส่วน "หุ้นกู้มีปัญหาในช่วงไตรมาส 1/2569" ทางสมาคม รายงานว่า สำหรับ “หุ้นกู้ผิดนัดชำระ” มี ทั้งหมด 4 ราย แบ่งตามรายเดือน ในเดือนม.ค. มีบริษัท A (6 รุ่น) และ ECF (5 รุ่น) รวมมูลค่า 3,459 ล้านบาท , เดือนก.พ. มี บริษัท A(8 รุ่น) มูลค่า 1,522 ล้านบาท และเดือนมี.ค. มี บริษัท ECF (1 รุ่น), GRAND (3 รุ่น) และ SABUY (2 รุ่น) รวมมูลค่า 3,995 ล้านบาท  คิดเป็นยอดรวมการผิดนัดชำระทั้งหมด 8,976 ล้านบาท และยอดสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 จำนวน 4,352 ล้านบาท เท่านั้น 

หุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure)" มีการขอยืดระยะเวลาหรือปรับเงื่อนไขการชำระหนี้จากผู้ออก 3 ราย แบ่งตามรายเดือน ในเดือนม.ค. มี บริษัท A(2 รุ่น) มูลค่า 978 ล้านบาท,  ในเดือนก.พ. มี บริษัท A (12 รุ่น) และ PPS (1 รุ่น) รวมมูลค่า 3,767 ล้านบาท และในเดือนมี.ค.  มีบริษัท EP (1 รุ่น) มูลค่า 302 ล้านบาท เป็นยอดรวมการปรับโครงสร้างหนี้ 5,046 ล้านบาท และยอดสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 422 ล้านบาท

 

ThaiBMA จับสัญญาณ หุ้นกู้เสี่ยงยืดหนี้เพิ่ม หากพิษสงครามลากยาว

ขณะเดียวกัน สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ และเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น  รวมถึงทำให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ผันผวนสูงมากจนบางบริษัทตัดสินใจชะลอการออกหุ้นกู้ในช่วงไตรมาส 1/2569  เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม  

ทำให้ มูลค่าการออกหุ้นกู้ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 171,889 ล้านบาท ลดลง 15.5%  เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน  โดยในหุ้นกู้กลุ่ม Investment grade (IG) จำนวน 162,219 ล้านบาท ลดลง 13%  และกลุ่มHigh Yield (HY)  จำนวน 9,670 ล้านบาท ลดลง  43.50% กลุ่มที่มียอดการออกหุ้นกู้สูง 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน  (Energy) อสังหาริมทรัพย์ (Property) อาหารและเครื่องดื่ม (Food)

หากมองแนวโน้มการออกหุ้นกู้ในไตรมาส  2/2569  นางสาวอริยา ประเมินว่า ในไตรมาสที่ 2 คาดว่าซัพพลายที่จะออกมาอาจจะน้อยกว่าไตรมาสแรกได้ เนื่องจากผู้ออกหุ้นกู้รอสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง และเงินเฟ้อ ชัดเจน และกลับมาออกหุ้นกู้ในจังหวะให้ดอกเบี้ยนิ่งก่อน 

แต่อย่างไรก็ตาม สมาคมยังคงเป้าหมายยอดออกหุ้นกู้ในปีนี้ ที่ระดับเดิม 880,000 - 900,000 ล้านบาท ไว้ก่อน โดยยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบปรับเป้า แม้ไตรมาส 1/2569  จะชะลอตัวลงบ้าง แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังเหมือนกับปีที่ผ่านมา หากสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ คลี่คลายในทิศทางดีขึ้น 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์