นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ทางด้านสถานการณ์ “หุ้นกู้ที่มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้” ประเมินว่า หากสถานการณ์ยังมีความเสี่ยงต่างๆ ยังยืดเยื้อต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมานี้ ทั้งสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อตลาดการเงินผันผวน และมีแรงกดดันราคาพลังงาน และเงินเฟ้อปรับตัวขึ้น กระทบต่อสภาพคล่องภาคธุรกิจ และการขยายตัวเศรษฐกิจไทย
เราคาดว่า แนวโน้มหลังจากนี้ “หุ้นกู้ขอปรับโครงสร้างหนี้” อาจจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกปีนี้ แต่น่าจะอยู่ในกลุ่มเดิมๆ ที่เคยขอปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องตึงตัวต่อเนื่องมา 2-3 ปีแล้ว
เราจะเห็นว่า หลายบริษัทใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้โดยการขอขยายเวลาชำระหนี้ออกไป เพื่อประคองตัวในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย
อย่างเช่น บมจ. อาริยา (A) มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ และได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว หรือ ECF ประสบปัญหาสภาพคล่องจนไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ในเดือนมี.ค. และอยู่ในขั้นตอนเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อหาทางออก
ขณะที่ หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ ประเมินว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย เพราะหุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์ออกใหม่ลดลงมาก และที่เคยมีปัญหาอยู่แล้วไม่สามารถออกใหม่ได้ ดังนั้นคาดเสี่ยงตรงนี้ไม่น่าเป็นห่วง
“หุ้นผิดนัดชำระหนี้ ยังไม่ได้หมายถึงผิดนัดชำระทันที ส่วนใหญ่จะขอเปิดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ หรือยืดหนี้ และการขอปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะล้มละลายเสมอไป หลายบริษัทที่ปรับโครงสร้างแล้วสามารถกลับมาจ่ายคืนหนี้ได้ครบตามปกติเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเราก็ยังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง”
ในส่วน "หุ้นกู้มีปัญหาในช่วงไตรมาส 1/2569" ทางสมาคม รายงานว่า สำหรับ “หุ้นกู้ผิดนัดชำระ” มี ทั้งหมด 4 ราย แบ่งตามรายเดือน ในเดือนม.ค. มีบริษัท A (6 รุ่น) และ ECF (5 รุ่น) รวมมูลค่า 3,459 ล้านบาท , เดือนก.พ. มี บริษัท A(8 รุ่น) มูลค่า 1,522 ล้านบาท และเดือนมี.ค. มี บริษัท ECF (1 รุ่น), GRAND (3 รุ่น) และ SABUY (2 รุ่น) รวมมูลค่า 3,995 ล้านบาท คิดเป็นยอดรวมการผิดนัดชำระทั้งหมด 8,976 ล้านบาท และยอดสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 จำนวน 4,352 ล้านบาท เท่านั้น
“หุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure)" มีการขอยืดระยะเวลาหรือปรับเงื่อนไขการชำระหนี้จากผู้ออก 3 ราย แบ่งตามรายเดือน ในเดือนม.ค. มี บริษัท A(2 รุ่น) มูลค่า 978 ล้านบาท, ในเดือนก.พ. มี บริษัท A (12 รุ่น) และ PPS (1 รุ่น) รวมมูลค่า 3,767 ล้านบาท และในเดือนมี.ค. มีบริษัท EP (1 รุ่น) มูลค่า 302 ล้านบาท เป็นยอดรวมการปรับโครงสร้างหนี้ 5,046 ล้านบาท และยอดสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 422 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ และเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น รวมถึงทำให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ผันผวนสูงมากจนบางบริษัทตัดสินใจชะลอการออกหุ้นกู้ในช่วงไตรมาส 1/2569 เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม
ทำให้ มูลค่าการออกหุ้นกู้ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 171,889 ล้านบาท ลดลง 15.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยในหุ้นกู้กลุ่ม Investment grade (IG) จำนวน 162,219 ล้านบาท ลดลง 13% และกลุ่มHigh Yield (HY) จำนวน 9,670 ล้านบาท ลดลง 43.50% กลุ่มที่มียอดการออกหุ้นกู้สูง 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน (Energy) อสังหาริมทรัพย์ (Property) อาหารและเครื่องดื่ม (Food)
หากมองแนวโน้มการออกหุ้นกู้ในไตรมาส 2/2569 นางสาวอริยา ประเมินว่า ในไตรมาสที่ 2 คาดว่าซัพพลายที่จะออกมาอาจจะน้อยกว่าไตรมาสแรกได้ เนื่องจากผู้ออกหุ้นกู้รอสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง และเงินเฟ้อ ชัดเจน และกลับมาออกหุ้นกู้ในจังหวะให้ดอกเบี้ยนิ่งก่อน
แต่อย่างไรก็ตาม สมาคมยังคงเป้าหมายยอดออกหุ้นกู้ในปีนี้ ที่ระดับเดิม 880,000 - 900,000 ล้านบาท ไว้ก่อน โดยยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบปรับเป้า แม้ไตรมาส 1/2569 จะชะลอตัวลงบ้าง แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังเหมือนกับปีที่ผ่านมา หากสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ คลี่คลายในทิศทางดีขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





