วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 2 เม.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ตามแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้  2 เม.ย.69  ‘อ่อนค่า‘ ตามแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์  มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up หลังยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.68 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อการปรับเพิ่มความคาดหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ในเร็ววันนี้ ตามการออกแถลงการณ์ปฏิเสธ ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่านได้ร้องขอให้มีการหยุดยิง จากทางกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน โดยทางกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยังคงย้ำว่า ประเด็นการร้องขอหยุดยิงนั้นเป็นข่าวเท็จและไม่มีมูลความจริง ซึ่งภาพดังกล่าว 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้  2 เม.ย.69  ‘อ่อนค่า‘ ตามแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์ ขยายตัว +0.6% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนมีนาคม ได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.7 จุด (เกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง สร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลัง ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์ขึ้นบ้างเข้าใกล้โซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เป็นสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ทำให้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways (อนึ่ง เราขอย้ำว่า เงินบาทยังอยู่ในช่วงผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้กรอบการแกว่งตัวมีโอกาสกว้างกว่าปกติได้มาก) โดยโซนแนวรับยังคงอยู่ในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์)

อย่างไรก็ตาม เราขอย้ำเตือนว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้ ซึ่งการประเมินแนวโน้มค่าเงินบาท รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ต่างๆ นั้น จะต้องประเมินแบบ Scenario Analysis เทียบกับ มุมมองของผู้เล่นในตลาดปัจจุบัน (Current Markets Expectations) โดยหากประเมินจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดล่าสุด อ้างอิงจากมุมมองต่อแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังอยู่ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ แต่ยังไม่มีความมั่นใจมากนัก หรืออย่างน้อยมองว่า ราคาน้ำมันดิบอาจไม่ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ในระยะสั้น สะท้อนจาก ความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก อย่าง BOE (โอกาส 86% ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้) และ ECB (โอกาส 70% ขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้) ส่วน FED ผู้เล่นในตลาดประเมิน โอกาสราว 26% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ 

แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดย สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับเพิ่มสถานะถือครองมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -5.2% ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.72% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.16%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พุ่งขึ้นแรงกว่า +2.50% ตอบรับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างทางการสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งได้หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า ทว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปได้ชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อการคาดหวังแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย หลังทางการอิหร่านยังคงย้ำว่า ไม่มีการเจรจาร้องขอให้มีการหยุดยิง ตามที่ทางการสหรัฐฯ ได้กล่าวอ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่นเดียวกันกับฝั่งสหรัฐฯ อาทิ BP -5.0%, Shell -3.7%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 4.33% ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อการปรับเพิ่มความคาดหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงได้ในเร็ววันนี้ นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 26% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (ลดลงจากราว 38% ในวันก่อนหน้า) ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ก่อนปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ จากภาพความผันผวนของตลาดบอนด์ที่ยังสูงอยู่ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตอบรับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังทางการอิหร่านยังไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าการเจรจาหยุดยิง ทำให้ยังมีความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจไม่ได้คลี่คลายลงได้เร็ว ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.3-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวของบรรดาธนาคารกลางหลัก หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่โซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอดการประกาศเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) ที่จะช่วยสะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)