วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2569

Login
Login

SCBX เปิดเกมรุก AI ปั้น 'Agentic AI' จัดธุรกรรมอัตโนมัติครบวงจร จบในคำสั่งเดียว

SCBX เปิดเกมรุก AI ปั้น 'Agentic AI' จัดธุรกรรมอัตโนมัติครบวงจร จบในคำสั่งเดียว

ธนาคารกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อเทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือหลังบ้าน แต่กำลังกลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่เข้าหาลูกค้าได้เองในทุกช่วงเวลา ล่าสุด SCBX ชี้ทิศทางการเงินยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI ที่สามารถจัดการธุรกรรมแทนลูกค้าได้ครบในคำสั่งเดียว พร้อมเร่งพัฒนา AI ภาษาไทย “ไต้ฝุ่น” และเตรียมรับมือเทคโนโลยี Quantum Computing ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมธุรกิจการเงินในอนาคต

SCBX เปิดเกมรุก AI ปั้น 'Agentic AI' จัดธุรกรรมอัตโนมัติครบวงจร จบในคำสั่งเดียว

ดร.ทุตานนท์ สินธุประสิทธิ์ Head of R&D บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน AI Revolution SHIFT 2026 Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ จัดโดยหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ภายใต้หัวข้อ AI in Action: Unlocking Future Finance ว่า เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการของธนาคารอย่างชัดเจน จากเดิมที่ลูกค้าต้องเดินเข้าไปใช้บริการที่สาขา กลายเป็นระบบที่เข้าหาลูกค้าได้เองผ่านแอปพลิเคชันและ Virtual Bank ในลักษณะเชิงรุกมากขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจุบันธนาคารไม่ได้ใช้แค่ข้อมูลธุรกรรมทั่วไปเหมือนในอดีต แต่เริ่มนำข้อมูลทางเลือกและ AI มาวิเคราะห์ เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ลึกขึ้นแบบเฉพาะบุคคล ขณะเดียวกัน เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงคือ Agentic AI ซึ่งไม่ใช่แค่แชตบอตตอบคำถาม แต่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่จัดการเรื่องการเงินแทนลูกค้าได้ เช่น สั่งจองบริการและจ่ายเงินให้เสร็จผ่านคำสั่งเดียว

“ในด้านการทำงานภายในองค์กร เอสซีบี เอกซ์ ได้นำ AI มาใช้ช่วยตรวจสอบการให้บริการของพนักงานแบบครบทุกขั้นตอน แทนวิธีสุ่มตรวจแบบเดิม ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังใช้ AI ในการช่วยอ่านและสรุปข้อมูลจากเอกสารการเงิน ทำให้บริการรวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

อีกหนึ่งจุดสำคัญของ เอสซีบี เอกซ์ คือ การพัฒนา AI ที่ชื่อ “ไต้ฝุ่น” (Typhoon) เพื่อให้เข้าใจภาษา ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ ซึ่งนับเป็นโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ที่ดีที่สุดในปัจจุบันและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ GPT-3.5 ในภาษาไทย โดย “ไต้ฝุ่น” ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างทางภาษาที่โมเดลส่วนใหญ่ในปัจจุบันถูกฝึกฝนเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยมองว่าการมีเทคโนโลยีนี้มาใช้จะช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศ และทำให้ปรับใช้งานได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น


นอกจาก AI แล้ว บริษัทยังจับตาเทคโนโลยี Quantum Computing ซึ่งคาดว่า จะมีบทบาทมากขึ้นในช่วงปี 2030 โดยสามารถช่วยวิเคราะห์การลงทุนและตรวจจับการทุจริตได้ดีขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลเช่นกัน จึงเริ่มเตรียมระบบป้องกันล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังอยู่ที่กฎระเบียบ ซึ่งแม้ไทยจะมีระบบทดลองนวัตกรรมที่ค่อนข้างเปิดกว้าง แต่ยังต้องเร่งการทำงานให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วขึ้น และเตือนประชาชนให้ระวังการนำ AI ไปใช้ในทางหลอกลวง เช่น การปลอมเสียงหรือภาพ ซึ่งต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทุกครั้ง