วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สันติธาร‘ กาง ‘ยุทธศาสตร์ AI’ ชิงจังหวะทอง พลิกเกมภูมิรัฐศาสตร์

‘สันติธาร‘ กาง ‘ยุทธศาสตร์ AI’  ชิงจังหวะทอง พลิกเกมภูมิรัฐศาสตร์

ในงาน AI Revolution SHIFT 2026 | Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ  จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ หัวข้อ  Panel Discussion | AI Geopolitics: The New Global Blueprint ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, ที่ปรึกษาด้าน Future Economy ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  กล่าวว่า ทิศทางของรัฐบาลปรับตัวในยุค AI  ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือ "หัวใจหลัก" ที่จะเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกมิติของสังคมและเศรษฐกิจ  และความท้าทายสำคัญของภาครัฐ คือ  AI มีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทุกกระทรวง  

ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะผู้ดูแลเทคโนโลยี, กระทรวงแรงงานที่ต้องรับมือกับการถูกดิสรัปชั่นของแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการในการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงกระทรวงสาธารณสุขในการยกระดับบริการทางการแพทย์ 

หากรัฐบาลวางกรอบนโยบายให้ AI อยู่เพียงในมุมของเทคโนโลยีจะถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก เพราะแท้จริงแล้วมันเกี่ยวข้องกับทั้งคน เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมทั้งระบบ

เสนอโมเดลAI for Economy เลือกสมรภูมิที่ไทยชนะ

สำหรับยุทธศาสตร์ระดับชาติ ดร.สันติธาร เสนอว่า ประเทศไทยควรขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด "AI for Economy”  เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยากจะเดินหน้าต่อได้หากขาดการนำ AI มาใช้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทรัพยากรของรัฐมีจำกัด การพยายามเป็นผู้ผลิต (Producer) AI ในทุกด้านอาจไม่ใช่คำตอบ  มองว่า  รัฐจึงควรกล้าที่จะ "เลือก"และ "โฟกัส“ ในสิ่งที่ไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว ใช้สูตร "AI คูณกับจุดแข็งที่มีอยู่"   ซึ่งสิ่งที่ไทยมีข้อได้เปรียบอย่างเด่นชัดคือเรื่อง อาหาร และ สุขภาพ หรือหนึ่งในจุดแข็งของไทยที่ถูกยกเป็นต้นแบบคือ ด้าน Healthcare และ Longevity ซึ่งไทยมีความแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม 

เพราะว่า สอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่กำลังเข้าสู่ยุค Security First หรือการให้ความสำคัญกับความมั่นคงเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และสุขภาพ ที่จะมีการใช้จ่ายสูงขึ้นทั่วโลก 

อีกยุทธศาสตร์สำคัญ คือการปักธงให้ไทยเป็นผู้นำด้าน Health Securityโดยใช้ AI เข้ามาขับเคลื่อนภาคส่วนนี้ ซึ่งนอกจากจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) แล้ว ยังเป็นการสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก เพราะในโลกยุคนี้การผลิตเก่งเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีทรัพยากรที่โลกต้องการไปแลกเปลี่ยน 

"หากเราไม่มีเมนูที่ใช่ที่โลกต้องการ เราจะถูกนำไปรวมไว้ในเมนูของคนอื่น ดังนั้นเราจึงต้องเร่งสร้างเมนูที่โดดเด่นเพื่อไม่ให้ตกเป็นผู้ถูกเลือกแต่เพียงฝ่ายเดียว“ 

โอกาสทองในการวางรากฐาน

ขณะที่  ทิศทางเศรษฐกิจใหม่ภายใต้แนวคิด AI Economy ดร.สันติธาร มองเห็นโอกาสสำคัญในเชิงกลยุทธ์  ชี้ว่าช่วงเวลา 4 ปีต่อจากนี้ของรัฐบาลคือ โอกาสทองในการวางรากฐาน เพราะแม้โลก AI จะก้าวไปเร็ว แต่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดได้ทันทีหากเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้  

ผลจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทำให้คลื่นเงินทุนจำนวนมากไหลออกจากจีนเข้าสู่ไทยและอาเซียนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  และ สถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางและดูไบ ทำให้นักลงทุนและคนเก่งระดับโลกมองหาการกระจายความเสี่ยง มองว่า  ไทยเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในอาเซียนเนื่องจากมีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุข (Healthcare) ของเรา  และขณะนี้ เริ่มมีสัญญาณของคนเก่งและนักธุรกิจระดับโลกที่ต้องการย้ายกลับมาพำนักและลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็น "ส้มหล่น" ที่ไทยต้องรีบคว้าไว้

“นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ประเทศไทยจะต้อง รีบตักน้ำตอนที่มันขึ้น โดยการใช้จุดแข็งด้านบริการและสาธารณสุขมาเป็นแรงดึงดูดสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ร่วมกับเทคโนโลยี AI” 

เคลื่อนโมเดล ยุทธศาสตร์ AI 2 มิติ 

ดังนั้น ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว การที่ประเทศไทย “ ขยับตัวช้า” ในเรื่องของ AI เปรียบเสมือนการ “หยุดนิ่งอยู่กับที่”  ดร.สันติธาร เสนอให้ไทยเร่งสร้าง “ยุทธศาสตร์ AI “ ที่ชัดเจนใน 2 มิติหลัก คือ การเป็นผู้ผลิต ( AI Producer) และผู้ใช้ (AI User) 

ในมิติของ AI Producer แม้ไทยจะเสียเปรียบด้านชิปขั้นสูง แต่ยังมีโอกาสในส่วนของเดต้าเซ็นเตอร์ ( Data Center) , คลาวด์ (Cloud ) และการผลิตชิปบางประเภท เช่น หน่วยความจำ แต่ไม่ใช่ชิปขั้นสูงแบบ Nvidia   โดยเป้าหมาย โอกาสสำคัญคือ การเป็นศูนย์กลาง AI Application เฉพาะทาง เช่น ด้านการแพทย์ การเกษตร การท่องเที่ยว และการเงิน เพื่อเป็นพื้นที่ทดสอบ (Testbed) ของภูมิภาค

ในมิติของ AI User ดร.สันติธาร เน้นย้ำว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นกัน  เนื่องจากประเทศไทยเผชิญภาวะประชากรติดลบมาต่อเนื่อง 5 ปี  เพราะมีคนตายมากกว่าคนเกิด ทำให้ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก  ดังนั้น การนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด เพื่อเพิ่ม Productivity ให้บุคลากร เช่น แพทย์หรือครู ได้ทำงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด AI for Everyone เพื่อสร้างทักษะความเข้าใจดิจิทัล (AI Literacy) ป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ และใช้ AI เป็นเครื่องมือเรียนรู้สำหรับคนทุกกลุ่ม  รวมถึง ยุทธศาสตร์ AI Plus (AI for Industry) ที่ต้องนำ AI ไปบวกกับหุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อปฏิรูปภาคการผลิต  และการแพทย์ เช่น  การนำ AI ไปบวก Robotics ในโรงงาน หรือ AI ไปบวกกับ เฮลธ์แคร์ Healthcare เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบก้าวกระโดด  หากไทยยังไม่มีแผนที่ชัดเจน ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวใช้ AI ได้จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในตลาดแรงงานยุคใหม่ทันที 

“เน้นย้ำว่า ไทยต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทั้งในขาการเป็นผู้ผลิตจะปักธงตรงไหนและขาการเป็นผู้ใช้ จะใช้ยังไงให้เก่งขึ้นเพราะหากใช้ไม่เป็นจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”