วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ท๊อป-จิรายุส’ ชี้รัฐเลิกกู้แจก สู่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

‘ท๊อป-จิรายุส’ ชี้รัฐเลิกกู้แจก สู่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

ในงาน AI Revolution SHIFT 2026 | Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ  จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ หัวข้อ  Panel Discussion | AI Geopolitics: The New Global Blueprint นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Bitkub  กล่าวถึงการปฏิรูปประเทศไทยสู่ยุค AI Economy   ว่า  การที่เราจะเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมได้สำเร็จต้องประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ "เงินลงทุนมหาศาล"และ "การรวมตัวของคนเก่ง"

ทางด้านเงินทุนในการขับเคลื่อน AI นั้น มองว่า  ประเทศไทย ติดข้อจำกัดเพดานหนี้สาธารณะสูงระกับ 90% ซึ่งการกู้เงินของภาครัฐส่วนใหญ่เป็น "หนี้เสีย" ที่กู้มาเพื่อการบริโภคหรือการให้ปลามากกว่าจะเป็น "หนี้ดี" ที่กู้มาเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือ "สร้างเบ็ดตกปลา" เหมือนอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี หรือแคนาดา ที่ทุ่มงบประมาณด้าน AI Infrastructure สูงถึง 10% ของจีดีพี  

ดังนั้น ไทยควรผลักดันการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI  (One ASEAN Infrastructure)  ร่วมกันในอาเซียนผ่านโมเดล "5 Layer Cake" เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านขนาด (Scale) และต้องมีรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงต่างประเทศโดยเฉพาะ 

รวมถึงเสนอให้มี "นโยบายดึงดูดเม็ดเงินและคนเก่ง"  เพราะว่า ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศอย่างแคนาดาและดูไบ ซึ่งลดภาษีและแก้กฎระเบียบให้เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างรวดเร็ว เช่น ดูไบออกวีซ่าได้ใน 1 วัน ขณะที่ไทยยังมีอุปสรรคเรื่องกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย

และควรมีสวัสดิการยุคใหม่ (Social Contract) ในอีก 5 ปีข้างหน้า  จากการที่ แรงงานกว่า 40% เสี่ยงตกงานเพราะ AI รายได้จะย้ายจากฝั่งแรงงานไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี (Capital Income) ไทยจึงต้องมีระบบ Automatic Tax (AI Tax) เพื่อนำเงินมาจัดสรรใหม่ สำหรับการ Up-skill คนทั้งประเทศ 

ขณะเดียวกันจำเป็นต้องสร้าง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” (Sovereign Fund) เพื่อใช้เงินต่อเงินในระดับโลก เช่นเดียวกับสิงคโปร์หรือซาอุดิอาระเบีย เพื่อรองรับยุคที่รายได้จากการลงทุนจะสำคัญกว่ารายได้จากแรงงาน

มองเศรษฐกิจไทยหยุดวิ่งมา50ปี  

ต่อสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยว่า  นายจิรายุส มองว่า  ปัจจุบันไทยไม่ได้เพียงแค่วิ่งช้า แต่ถือว่า หยุดวิ่งมานานแล้ว โดยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมานานกว่า 50 ปี ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change) ครั้งใหญ่

โดยธุรกิจในกลุ่มการบริโภคสินค้าและเศรษฐกิจแบบเก่า (Old Economy) กำลังอยู่ในช่วงขาลงของ K-Curve ในขณะที่กลุ่มบริการ ดิจิทัล และ AI กำลังทะยานขึ้นเป็นขาขึ้นรอบใหม่

นายจิรายุส ระบุว่า AI คือ “Platform Shift” ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมทุกอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับการมาถึงของ คอมพิวเตอร์ PC , อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือในอดีต  ขณะที่ในโครงสร้าง 5 เลเยอร์ของ AI  ตอนนี้ ประเทศไทยเสียเปรียบใน 3 เลเยอร์แรก

คือ ด้านพลังงาน (Energy)ที่ไทยยังมีปัญหาเรื่องการผูกขาดและไม่เพียงพอต่อความต้องการของ AI , ด้านชิปประมวลผล (Computing Chip) ที่ต้องใช้เงินลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์เกินขีดความสามารถของ GDP ไทย และ ด้าน AI Cloud ที่ถูกครองโดยมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน 

ดังนั้น ย้ำว่า  โอกาสเดียวของไทยคือการเร่งพัฒนาในเลเยอร์ของ AI Model และ AI Applicationเพื่อนำมาเพิ่มผลิตผล (Productivity) ให้กัอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก่อนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างถาวร 

ชูกลยุทธ์ไทยพิงอาเซียน ในสงคราม AI

นอกจากนี้  นายจิรายุส กล่าวถึงมุมมองต่อ ทิศทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยระบุว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคป่าที่มีกฎกติกา (Rules-based era) เข้าสู่ยุค แห่งการสะสมอำนาจ (Power Accumulation Era) ซึ่งเป็นสภาวะที่ไร้กฎเกณฑ์ชัดเจน และมหาอำนาจต่างเร่งตุนทรัพยากรสำคัญ ทั้งกระสุน พลังงาน AI และความมั่นคงทางอาหาร 

“หากเปรียบเทียบมหาอำนาจอย่างสหรัฐ  เป็นสิงโตและจีนเป็น เสือ ขณะที่ไทยเปรียบเสมือนไก่ หรือ ครัวของโลก ที่มีความสามารถในการผลิตอาหาร ในยุคใหม่นี้ ไทยไม่ควรใช้วิธีเดิมที่ต้องคอยส่งสัญญาณว่าเป็นพลเมืองดีของป่าหรือเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเสี่ยงต่อการถูกทำลาย

แต่ควรดำเนินกลยุทธ์ นิ่งสงบและสร้างคุณค่า โดยการนำ ไข่หรือความมั่นคงทางอาหารไปแลกเปลี่ยนกับทุกฝ่ายเพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองให้ตนเองอยู่รอด" 

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของภูมิภาคนิยม(Regionalization) มองว่า ไทยเพียงลำพังอาจไม่มีกำลังพอที่จะส่งเสียงในระดับโลก จึงต้องอาศัยกลุ่มอาเซียนเป็นโล่ป้องกันและเป็นตัวแทนในการเจรจา

พร้อมทั้งเตือนให้จับตาความก้าวหน้าของจีนในด้าน Physical AI และ Robotics ที่กำลังพัฒนาแบบก้าวกระโดด (Exponential) จนหุ่นยนต์สามารถผลิตหุ่นยนต์ด้วยกันเองได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตทั่วโลกอย่างรุนแรงในอนาคต