นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ย่อตัวลงสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด
ทว่า เงินบาทกลับยังไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่เลือกทยอยขายทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ออกมาบ้าง โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่ตลาดจะทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด อาจกดดันให้ เงินบาท (USDTHB) อ่อนค่าลงทดสอบ หรือ ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า เราย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้ (แนะนำให้ อ่านบทวิเคราะห์ “Day 29: What could possibly be the U.S. options in Iran?” โดย John Spencer เพื่อเห็นทางเลือกของฝั่งสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่เรามองว่า อาจสร้างความเสี่ยงที่สถานการณ์การสู้รบจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น ก่อนนะไปสู่การเจรจาหรือภาพรวมสถานการณ์ที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ *สามารถอ่านสรุปแบบ Infographic ได้ในบทวิเคราะห์ WeekAhead ของเราในวันก่อนหน้า)
ทั้งนี้ แม้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง ทว่า เงินบาทเริ่มมีโซนแนวต้านแถว 33.00-33.05 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงขายของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทั้งฝั่งผู้ส่งออกและบรรดาผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ ต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม ซึ่งในสัปดาห์นี้จะมีการทยอยรับรู้ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับนโยบายการเงินของ FED โดยหากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากนัก ทำให้การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ (และการอ่อนค่าของเงินบาท) อาจชะลอลงได้บ้าง
ส่วนในกรณีที่สถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ หรือมีประเด็นที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดมีความหวังต่อโอกาสที่สถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลง เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ทว่า โซนแนวรับของเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์ ก่อน (โซนแนวรับถัดไป 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์)
เราขอเน้นย้ำว่า แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ FED อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ สะท้อนจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Tesla -1.8% และ Nvidia -1.4% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน ทำให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.39% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.73%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นราว +0.94% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้ม สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่สร้างแรงขายต่อบรรดาหุ้นเทคฯ อย่าง ASML -3.0% แต่ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ TotalEnergies +3.2% สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ รวมถึงบรรดาหุ้นธีม Defensive อย่าง หุ้นกลุ่ม Utilities และหุ้นกลุ่ม Healthcare
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.35% แม้ว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED มากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ไว้แถวโซน 4.40% (ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.50% ได้อย่างชัดเจน) ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงสร้างความผันผวนให้กับตลาดบอนด์ และในบางช่วงอาจกดดันให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นได้ หากสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด แต่เรามองว่า สุดท้ายสถานการณ์การสู้รบจะทยอยคลี่คลายลงได้ในที่สุดและอาจนำไปสู้ความเสี่ยงการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากเกินไปของบรรดาธนาคารกลาง (Policy Mistake) ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยเฉพาะเมื่อถึงจังหวะที่ ผู้เล่นในตลาดได้ Fully Priced-In หรือคาดหวัง การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ราว 1 ครั้ง (โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยเข้าใกล้ 100%) หรือ ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้ง ซึ่งอาจเป็นจุดที่ บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก ใกล้กลับตัวจากจุดสูงสุด โดยในภาพดังกล่าว บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อ ทดสอบโซน 4.60%-4.75% ได้ ซึ่งจะเป็นจุดที่น่าสนใจมากขึ้นในการเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว (ทั้งนี้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 100.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.2-100.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้บรรดาธนาคารกลางหลักอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น กอปรกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง ก่อนที่จะมีแรงซื้อ Buy on Dip ช่วยพยุงราคาทองคำ ให้สามารถทรงตัวเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) และดัชนีภาคธุรกิจของบรรดา FED สาขาต่างๆ
ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของจีน (Manufacturing and Services PMI) ในเดือนมีนาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเริ่มรับรู้ผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)





