PwC ประเทศไทย เผยรายงานผลสำรวจล่าสุดพบ มีเพียง 24% ของซีอีโอไทยที่ ‘เชื่อมั่นอย่างมาก’ ว่าองค์กรของตนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้ ลดลงจาก 47% ในปี 2566 และเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามปี สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นของผู้บริหารไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่ผันผวน และการเร่งตัวของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI
โดย PwC สำรวจความคิดเห็นของซีอีโอ จำนวนทั้งสิ้น 4,454 รายใน 95 ประเทศและอาณาเขต ซึ่งรวมถึงซีอีโอจากไทย จำนวน 59 ราย ระหว่างวันที่ 30 ก.ย.ถึง พ.ย.2568
รายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลก ประจำปี ครั้งที่ 29 ฉบับประเทศไทย (PwC’s 29th Global CEO Survey: Thailand) ภายใต้หัวข้อ ‘การเป็นผู้นำท่ามกลางความไม่แน่นอนในยุค AI’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลก (PwC 2026 Global CEO Survey) ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุน และความเสี่ยงไซเบอร์
ขณะเดียวกันยังมองหาโอกาสใหม่ โดยเฉพาะการยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) ในระดับองค์กร และการขยายสู่ธุรกิจหรือโดเมนใหม่เพื่อการเติบโตระยะยาว
นายพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า “ความเชื่อมั่นของซีอีโอไทยในปีนี้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามปี เพราะโจทย์ไม่ได้มีแค่เศรษฐกิจชะลอ แต่เป็นความเสี่ยงที่ซ้อนทับกัน ตั้งแต่ความผันผวนในระดับมหภาค กำแพงภาษี ไปจนถึงความเสี่ยงไซเบอร์ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบทั้งต้นทุน การวางแผนงาน และการตัดสินใจลงทุนโดยรวม”
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยปรับลดลงเช่นกัน โดยมีเพียง 34% ของซีอีโอไทยที่คาดว่าเศรษฐกิจในประเทศจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของซีอีโอทั่วโลกที่ 55% อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปี 2569 เป็นปีที่องค์กรต้องบริหารงานภายใต้บริบทของ ‘ความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติ’ และต้องตัดสินใจอย่างสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นกับการวางรากฐานเพื่อการเติบโตในระยะยาว
นอกจากความกังวลด้านเศรษฐกิจ ผลสำรวจยังพบว่า ซีอีโอไทยมองความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค และความเสี่ยงด้านไซเบอร์ เป็นความเสี่ยงสำคัญสูงสุดของธุรกิจในปีนี้ (ที่ 29% เท่ากัน) ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กำแพงภาษี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สร้างแรงกดดันต่อการวางแผนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
“ในปีนี้ ผู้นำธุรกิจไทยเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งใน และนอกประเทศที่ซับซ้อนมากกว่าที่เคย ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่กระทบต้นทุน และความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังทำให้ซีอีโอจำนวนมากเลือกใช้แนวทางที่รอบคอบมากขึ้นในการตัดสินใจ โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อบริหารความเสี่ยงเฉพาะหน้าควบคู่ไปกับการรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ” นายพิสิฐ กล่าว
องค์กรไทยเปิดรับ AI แล้ว แต่ยังต้องเร่งปลดล็อกมูลค่าทางธุรกิจ ผลสำรวจพบว่า แม้ 33% ของซีอีโอไทยระบุว่า องค์กรสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI ในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีเพียงส่วนน้อย (18%) ที่สามารถเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนได้พร้อมกัน สะท้อนความท้าทายด้านโครงสร้างองค์กร กลยุทธ์ข้อมูล ทักษะบุคลากร และกรอบการกำกับดูแล AI
นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ การนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในงานบริการสนับสนุน และกระบวนการภายใน ขณะที่การประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการหลักที่เชื่อมโยงกับการสร้างรายได้โดยตรงยังอยู่ในระดับจำกัด สะท้อนให้เห็นว่า มูลค่าทางธุรกิจ ไม่ได้เกิดจากการนำ AI เข้ามาใช้งานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความพร้อมด้านข้อมูล โครงสร้างองค์กร ทักษะบุคลากร และการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) ควบคู่กัน
“ซีอีโอไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ยากกว่าการบริหารความเสี่ยงระยะสั้น นั่นคือ การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน เพื่อเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับอนาคตที่ AI จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง ผู้บริหารควรเร่งยกระดับการใช้ AI จากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ พร้อมมีกรอบกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพื่อสร้างความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” นายพิสิฐ กล่าว
การพลิกโฉมองค์กรให้สร้างมูลค่าได้จริงในจังหวะที่โลกเปลี่ยน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่กลายเป็นบริบทปกติ ผลสำรวจพบว่า ซีอีโอไทยจำนวนมากเริ่มขยับจากการตั้งรับความเสี่ยงไปสู่การปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อสร้างแหล่งรายได้การเติบโตใหม่ในระยะยาว โดย 56% ระบุว่าองค์กรได้ขยายเข้าสู่ภาคส่วนหรืออุตสาหกรรมใหม่ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา
ขณะที่อุตสาหกรรมที่ซีอีโอสนใจขยายเข้าไปมากที่สุด ได้แก่ บริการด้านสุขภาพและสุขภาวะ (25%) และธุรกิจบริการและการพักผ่อน (21%)
นอกจากนี้ การควบรวม และซื้อกิจการ (mergers and acquisitions) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์อย่างมีวินัยมากขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจาก เมกะเทรนด์ ทั้ง AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย 38% ของซีอีโอไทยมีแผนเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ในช่วงสามปีข้างหน้า เพื่อขยายไปสู่ภาคส่วนใหม่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพิ่มขีดความสามารถที่องค์กรยังขาด
อีกทั้งทดลอง และต่อยอดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงจากธุรกิจหลัก และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจโลกผันผวน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น
ผลสำรวจปีนี้สะท้อนว่า การพลิกโฉมองค์กรไม่ใช่โครงการระยะยาวที่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปได้อีกต่อไป แต่คือ ความสามารถในการขยับทรัพยากร การลงทุน และคนไปอยู่ในจุดที่สร้างมูลค่าได้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องถอนหรือปรับสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์อย่างรอบคอบ องค์กรที่ทำได้จะเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนการลงทุนด้านดิจิทัล และ AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง
“ปีนี้โจทย์ของซีอีโอไทยไม่ใช่แค่ระมัดระวังแต่คือ การตัดสินใจให้คมขึ้นภายใต้ข้อจำกัด โดยมีสามเรื่องที่ควรทำพร้อมกัน หนึ่ง ยกระดับข้อมูล และ AI ให้สร้างผลลัพธ์วัดได้ สอง เสริมภูมิคุ้มกันไซเบอร์ และความต่อเนื่องทางธุรกิจ และสาม จัดพอร์ตการลงทุน และการเติบโตให้ยืดหยุ่น ผ่านความร่วมมือหรือ M&A ที่มีเหตุผลเชิงกลยุทธ์ชัดเจน” นาย พิสิฐ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





