วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 30 มี.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามอิหร่านยืดเยื้อ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 30 มี.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ สงครามอิหร่านยืดเยื้อ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.98 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.87 บาทต่อดอลลาร์

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.15 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up โดยมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 32.71-32.99 บาทต่อดอลลาร์)

สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของ ราคาน้ำมันดิบ (ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นใกล้โซน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นกัน) 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 30 มี.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ สงครามอิหร่านยืดเยื้อ

 

และการย่อตัวลงบ้างของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังคงกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาดได้ 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด   

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls)

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ และหากประเมินจากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าช่วงปกติมาก สะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33 บาทต่อดอลลาร์ หรือแม้กระทั่งโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ภายในช่วง 1 เดือน อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และที่สำคัญ ต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เช่นเดียวกันกับฝั่งผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง ส่วนแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ได้เริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ไทย ที่เริ่มเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวมากขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดอาจคาดหวังแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปพอสมควร

ทั้งนี้ หากเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่จะสูงเกิน 1 แสนล้านบาท ในปีนี้ ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงได้ไม่ยากในช่วงไตรมาสที่ 2 ทว่า ในช่วงระหว่างไตรมาสนั้น เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการตอบรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจมีทิศทางคลี่คลายลงได้ เนื่องจากล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ price-in แนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เข้าขั้น Worst case scenario ที่เราได้ประเมินไว้ก่อนหน้า ดังจะเห็นได้จากการคาดหวังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ซึ่งเรามองว่า หากตลาดคาดหวัง หรือ price-in การขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ จะเริ่มสะท้อนถึงจุดพีคของความกังวลและอาจเริ่มเห็นจุดกลับตัวของหลายๆ สินทรัพย์ อย่าง บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ และของไทยได้ )

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากรูปแบบของกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเป้าราคาดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ (มีโอกาส 75% ทดสอบโซน 34 บาทต่อดอลลาร์) จากความผันผวนสูงในระยะ 1 เดือน และสอดคล้องกับระดับเงินบาทที่เหมาะสมจากปัจจัยพื้นฐาน (Bloomberg THB BEER) ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ 

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ได้พอสมควร นอกเหนือจาก พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED จนมองว่า FED มีโอกาสราว 10% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ในระยะข้างหน้า

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือน มีนาคม พร้อมรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของอังกฤษในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ จนอาจเร่งให้เงินเฟ้อของอังกฤษและยูโรโซนสูงขึ้น เพิ่มความจำเป็นของการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวจากทั้ง BOE และ ECB เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือนมีนาคม รวมถึง รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Tankan Survey) โดย BOJ ประจำไตรมาส 1 ของปี 2026 โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 93% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนมีนาคม   

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ในเดือน มีนาคม ท่ามกลางผลกระทบจากทั้งสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ