วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทย ก็เจอเข้ากับกำลังบททดสอบครั้งสำคัญที่เปรียบเสมือน “พายุซ้อนพายุ” ที่กำลังตั้งเค้า

เมื่อวิกฤติพลังงานโลกจากการปิดเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าในตะวันออกกลาง วิ่งเข้าชนกับข้อจำกัดทางการคลังของประเทศที่กำลังเข้าสู่สภาวะตึงตัวที่เรียกว่าหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

โลกเผชิญ Supply Shock

ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่บานปลายจนนำไปสู่การปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งคิดเป็น 20% ของอุปทานทั่วโลก ด้านองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้นิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” 

KKP Reserch ประเมินว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศเอเชียที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการขาดดุลพลังงาน หรือพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงที่สุดในภูมิภาค ประมาณ 6.5% - 7.8% ของ GDP และผลกระทบนี้ส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่งที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15-20% และกดดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นทันที 

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เลือดไหลไม่หยุด

ในสถานการณ์นี้ รัฐบาลไทยใช้ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นเครื่องมือหลักในการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเพื่อดูแลค่าครองชีพ แต่ในภาวะที่ราคาตลาดโลกพุ่งสูง แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเผยว่ากองทุนต้องแบกรับภาระชดเชยสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 26 บาทต่อลิตร 

ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

หากดูสถานะกองทุนล่าสุด ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 ฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันฯ ติดลบรวมถึง 28,109 ล้านบาท โดยแยกเป็น

  • บัญชีน้ำมัน มีสถานะยังเป็นบวก 9,302 ล้านบาท 
  • บัญชีก๊าซ LPG ติดลบหนักถึง 37,411 ล้านบาท

ที่น่ากังวลคือ “ภาวะเลือดไหล” ที่กองทุนต้องควักเงินชดเชยสูงถึง 2,400 ล้านบาทต่อวัน หรือราว 70,000 ล้านบาทต่อเดือน หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย หนี้ก้อนนี้จะพุ่งแตะหลักแสนล้านได้ในเวลาไม่นานคล้ายกับวิกฤติพลังงานในปี 2565 ของช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย

กู้เงินเพิ่ม vs ลดภาษีสรรพสามิต

เมื่อกองทุนน้ำมันเริ่มเข้าสู่ขีดจำกัด รัฐบาลจึงต้องพิจารณาทางเลือกที่ล้วนมีราคาต้องจ่ายทั้ง 2 ทาง

1. การกู้เงินเข้ากองทุนเพิ่ม 

นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า การกู้เงินเพิ่มเพื่อพยุงราคาเป็นการนำเงินในอนาคตมาจ่ายค่าน้ำมันในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น 

ตามพ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 26 กองทุนกู้เงินเองได้ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท หากจำเป็นต้องใช้มากกว่านั้น ต้องออกกฎหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งภาระหนี้นี้จะถูกนับรวมเป็น “หนี้สาธารณะ” ทันที

2. การลดภาษีสรรพสามิต

กรมสรรพสามิตเปิดเผยแบบจำลองว่า ทุกการลดภาษี 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญรายได้เดือนละ 2,800 ล้านบาท หากลด 5 บาทสำหรับน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิล ซึ่งเท่ากับช่วงปี 2565 รายได้รัฐจะหายไปถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นภาพสะท้อนบทเรียนจากอดีตว่ารัฐเคยสูญเสียรายได้รวมสูงถึง 1.6 แสนล้านบาทต่อปีจากการใช้มาตรการนี้ 

ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

การลดภาษีในขณะที่รายจ่ายคงที่ ภาวะ "รายได้ลด หนี้เพิ่ม" จะนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณที่รุนแรงขึ้น จากที่ตอนนี้ก็ขาดดุลอยู่แล้วถึง 3.56% ต่อ GDP หรือ 7 แสนกว่าล้านบาท

เมื่อรายได้ของรัฐหายไป เมื่อรายได้ไม่เข้าตามเป้า สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอยู่ดี ซึ่งก็นำไปสู่การขยับเพดานหนี้ในที่สุด 

สำหรับทางเลือกแรก “เงินอุดหนุนในวันนี้ คือภาษีแฝงในวันหน้า” เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง ประชาชนยังต้องใช้น้ำมันราคาแพงต่อไปเพื่อนำเงินส่วนต่างไปชดเชยหนี้กองทุนที่กู้มา 

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีนักวิเคราะห์ออกมาคาดการณ์ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ว่าหากกู้ยืมเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะไทยขึ้นไปอยู่ที่ระดับใด เพราะสถานการณ์ฝั่งตะวันออกกลางนั้นยากจะคาดเดา

สำหรับทางเลือกที่ 2 กระทรวงการคลังกังวลเรื่องรายได้ลดลง เพราะไทยมี “รายจ่ายประจำ” เช่น เงินเดือนข้าราชการและสวัสดิการ สูงถึง 23% ของงบประมาณ ซึ่งยากที่จะลดทอน

ทำไมหนี้สาธารณะ 70% น่ากังวล

ความน่ากังวลของหนี้สาธารณะไทยในครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่มีปัจจัยลบแฝงที่ทำให้สถานการณ์อันตรายกว่าในอดีต

ก่อนโควิด-19 ไทยเคยภูมิใจกับหนี้สาธารณะที่ต่ำกว่า 40% ของ GDP แต่ปัจจุบันหนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66% ของ GDP หรือกว่า 12.66 ล้านล้านบาท  ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลัง หรือ Fiscal Space อีกเพียง 4% ก่อนจะชนเพดาน 70% 

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เหล่าสถาบันระดับโลกอย่าง S&P, Fitch และ Moody’s ได้ปรับแนวโน้ม (Outlook) ของไทยเป็น “เชิงลบ” (Negative) หากก่อหนี้เพิ่มโดยไม่สร้างรายได้ เราเสี่ยงจะถูกลดอันดับเครดิต ทำให้ต้นทุนการกู้เงินทั้งประเทศแพงขึ้นทันที 

รวมทั้ง ช่องว่างทางการคลังที่ 4% หมายถึงว่า เราเหลือเงินที่จะกู้เพื่อรับมือวิกฤติในอนาคตได้อีกเพียงประมาณ 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น หากใช้ไปกับน้ำมันหมด เราจะไม่มีงบประมาณเหลือสำหรับการทำนโยบายต่างๆ หรือเพื่อรับมือกับวิกฤติที่ไม่อาจคาดคิดในอนาคต

จากมุมมองของคุณถิตย์ แถลงสัตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์มองว่าภาวะ "เงินเฟ้อต่ำเกินไป" ซึ่งดูเหมือนจะดีต่อผู้บริโภค ทว่าในเชิงเศรษฐกิจมหภาคกลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการแก้ปัญหา "หนี้" เพราะเมื่อราคาสินค้าและบริการไม่เติบโต มูลค่าเศรษฐกิจรวมหรือ GDP ที่เป็น "ตัวหาร" ในการคำนวณสัดส่วนหนี้ก็จะไม่ขยายตัวตามไปด้วย

ในขณะที่ตัวเลขหนี้สินยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลที่ตามมาคือสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและดูแย่ลงทันทีแม้เราจะไม่ได้ก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากมายก็ตาม

ภาวะดังกล่าวนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "วงจรงูกินหาง"  ที่น่ากลัว เพราะเมื่อเงินเฟ้อไม่มา ราคาสินค้าหยุดนิ่ง ผู้ประกอบการก็ไม่มีกำไรเพิ่มจนไม่สามารถปรับขึ้นค่าจ้างให้พนักงานได้ เมื่อประชาชนไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น กำลังซื้อก็หดหาย กลายเป็นแรงกดดันให้เศรษฐกิจขาดพลังในการขับเคลื่อน จนไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะก้าวเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจซบเซาเรื้อรัง หรือ "ทศวรรษที่สูญหาย" เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นเคยเผชิญมาแล้วในอดีต แต่ต่างกันตรงที่ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา

ท้ายที่สุด ความเสี่ยงเหล่านี้จะวิ่งไปชนกับ "อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ" แม้รัฐบาลจะพยายามยืนยันว่ายังมีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้ตามกำหนด

แต่หากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอ่อนแอจนเกินไปและตัดสินใจลดอันดับความน่าเชื่อถือลง จะเกิดผลกระทบเป็นโดมิโนทันที ตั้งแต่ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลที่แพงขึ้น ไปจนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่อาจไหลออก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยทำได้ยากขึ้นไปอีก

ขยับเพดานหนี้ 80%

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI เตือนว่าการขยายเพดานหนี้เพื่ออุ้มราคาเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยง เราต้องมีแผนรับมือระยะยาวมากกว่าการแจกเงิน เลิกกระตุ้นระยะสั้นแบบ “ไม่ลืมหูลืมตา”

หนึ่งในแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายคือ “การขยับเพดานหนี้” ขึ้นไปเป็น 80%

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเลือกทางไหน ประชาชนคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระ ไม่ว่าจะผ่านภาษีในอนาคตเพื่อใช้คืนเงินกู้ หรือการยอมรับราคาน้ำมันตามตลาดโลก

เมื่อพายุ 2 ลูกใหญ่กำลังหมุนวนเข้ามาปะทะกัน ทำให้เกิดคำถามว่าเศรษฐกิจไทยในวันนี้มีความพร้อมที่จะรับมือกับพายุอีกลูกหรือไม่ ดังนั้น การบริหารจัดการ Fiscal Space ที่เหลืออยู่  หรือการตัดสินใจขยายเพดานหนี้ จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุดท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้า