นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ( บลจ.) วรรณ และในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า สำหรับมุมมองการลงทุนในภาวะที่สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางมองว่า ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนทั่วโลก
สมาคมฯ วิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scenario) ของสงครามครั้งนี้ออกเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ 1. การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลประกาศหยุดยิงเองเมื่อมั่นใจในชัยชนะ 2. การเจรจาหยุดยิงซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และ 3. ภาวะสงครามยืดเยื้อ
ซึ่งกรณีหลังถือเป็นความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากหากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ดังเช่นเหตุการณ์ที่ราคาน้ำมันดีดตัวจาก 100 ดอลลาร์ เป็น 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพียงชั่วข้ามคืน
หากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันกลับไปแตะระดับ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหมือนในช่วงวิกฤตปี 2008 จะส่งผลให้เกิดภาวะ "Cost-push Inflation"หรือเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าขนส่ง ราคาอาหาร และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งมองว่า สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้ธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้นเนื่องจากต้องยึดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หากรัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอในการอัดฉีดเงินเพื่อช่วยอุดหนุน (Subsidize) ราคาพลังงานเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรดีถึงแม้จะมีความผันผวนจากภายนอก แต่สมาคมฯ ยังประเมินว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในปีนี้ยังถือว่ามีความแข็งแกร่ง โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากระดับ 1,260 จุดในช่วงต้นปี ปัจจัยหนุนสำคัญมาจาก"เสถียรภาพทางการเมือง"ที่ทำให้นักลงทุนมีความหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระและสามารถผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งหากบริษัทจดทะเบียน(บจ.) มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) เกิน 95 และรัฐบาลสามารถผลักดันจีดีพีปีนี้ให้เติบโตได้ที่ 2-3% จากเดิมที่อยู่ในระดับต่ำสุดในอาเซียน
มองว่าดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปถึง 1,475 - 1,500 จุด และหากมีนโยบายกระตุ้นที่ชัดเจนเหมือนในอดีต อาจเห็นดัชนีพุ่งไปถึง 1,600 จุดได้ มองว่ากรอบล่าง (Downside) ของหุ้นไทยค่อนข้างจำกัด ไม่น่าจะต่ำกว่าระดับ 1,300 จุด และกองทุนยังไม่ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทย
เนื่องจากทิศทางที่น่าสนใจของเศรษฐกิจไทยคือการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเดิมที่เน้นธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่ม Data Centerจากยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Microsoft และ AWS รวมถึงการมุ่งเน้นเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) และศูนย์กลางอาหาร (Food Hub)
นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนจาก BOI และการย้ายฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนเข้ามา จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว แม้จะต้องเผชิญกับการปรับตัวจากการที่ตลาดรถยนต์ญี่ปุ่นเดิมได้รับผลกระทบ แต่การมุ่งสู่เทคโนโลยี AI และ Cloud จะเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับประเทศไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า





