“ตลาดหุ้นจีน” แสดงความแข็งแกร่งสวนทาง ตลาดโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนี CSI300 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.16% ผลักดันโดยกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากสหรัฐ เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อีสท์สปริง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า “ตลาดหุ้นจีน” เริ่มกลับมาเป็นบวกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ หรืออาจเป็นประเทศเดียว ที่มีผลตอบแทนเป็นบวกในสัปดาห์นั้น หากตัดปัจจัยเรื่องกลุ่มพลังงานออกไปจะเห็นว่าหุ้นจีนทำผลงานได้ดีชัดเจน (Outperform)
จากปัจจัยบวกสำคัญมาจากการที่จีนเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมและประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เมื่อช่วงวันที่ 10 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยไส้ในของแผนงานดังกล่าว จีนเน้นให้ความสำคัญใน 2 ด้านหลัก คือ การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และ การพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลไกหลักที่จะขับเศรษฐกิจแทนภาคส่วนเดิม ๆ
แม้จีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีไว้ที่ 4.5-5% ซึ่งอาจดูไม่สูงนักในเชิงตัวเลขดิบ แต่ในมุมมองตลาดถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะตัวเลขนี้ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 4.5%
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้หุ้นจีนถูกยกให้เป็นหนึ่งในสินทรัพย์แนะนำสำหรับการลงทุนในช่วงนี้ ร่วมกับกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก เนื่องจากมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ช่วยให้รับมือกับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนได้
“ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ Jitta Wealth กล่าวว่า แม้รัฐบาลจีนจะมีการปรับลดเป้าหมายการเติบโตของ จีดีพีในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 4.5-5% แต่ได้มีการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวพิเศษ (Ultra-long-term special treasury bonds) มูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านหยวน(ประมาณ 1.885 แสนล้านดอลลาร์ส) เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดเป้าหมายเงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 2% ของ GDP ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกในรอบ 20 ปี จากเดิมที่ระดับ 3% การขยับเป้าหมายในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเปิดโอกาสให้มีการใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้นในอนาคต
และก้าวย่างสำคัญของจีนคือการเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ค.ศ. 2026-2030) เพื่อลดผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐ มุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต AI และความมั่นคงทางเทคโนโลยี อาทิ AI และหุ่นยนต์ , เซมิคอนดักเตอร์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด
ทั้งนี้ ปัจจัยด้าน AI ถูกคาดการณ์ว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยขยาย “อัตรากำไร” (Margins) และเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นได้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้
พร้อมกันนี้ ข้อมูลจาก AI Market Prediction (ณ วันที่ 5 ม.ค. 2569) ระบุว่า ตลาดหุ้นจีนมีสัดส่วน“หุ้นดีราคาถูก” สูงถึง 4.56 เท่า เทียบกับ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” อยู่ที่เพียง 1.63 เท่า สะท้อนถึงโอกาสในการเข้าสะสมสินทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยกดดันจากการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เลื่อนกำหนดการหารือกับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ออกไปราว 1 เดือน
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในจีน แนะนำให้อยู่ที่ 5-10% ของพอร์ตทั้งหมด แต่หากนักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้สูง อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนได้ถึง 20-25% เพื่อเกาะกระแสการเติบโตของ AI ในจีนที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ภายใต้การจัดพอร์ตลงทุน เน้นกระจายความเสี่ยงแบบ Core & Satellite ในสัดส่วน 80 : 20 สำหรับ Core Portfolio เน้นกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้ง “หุ้นและตราสารหนี้ในประเทศพัฒนาแล้ว” เพื่อสร้างเสถียรภาพ ส่วน Satellite Portfolioลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น หุ้นจีน เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม





