วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘บลจ.ยูโอบี’ปั้นกองทุนเรือธง ดันเป้า‘เอยูเอ็ม’แตะ3.2แสนล.

‘บลจ.ยูโอบี’ปั้นกองทุนเรือธง ดันเป้า‘เอยูเอ็ม’แตะ3.2แสนล.

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ตั้งเป้าหมาย มูลค่า สินทรัพย์ภายใต้บริหารจัดการ (AUM) ที่ 320,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากสิ้นปีก่อน 290,000 ล้านทบาที่ เติบโต 6%จากปีก่อนหน้า ขณะที่ปัจจุบันทำได้แล้ว304,000 ล้านบาท เติบโต 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

ด้วยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจยังคงขับเคลื่อนธุรกิจ สู่ความยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์ customer -centric เข้าใจลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผ่านการนำเสนอการลงทุนใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมความต้องการและสามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนการลงทุน ท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

‘บลจ.ยูโอบี’ปั้นกองทุนเรือธง ดันเป้า‘เอยูเอ็ม’แตะ3.2แสนล.

ภายใต้ ความร่วมมือจากเครือข่ายระดับภูมิภาคและพันธมิตรระดับสากลของกลุ่มยูโอบีจะดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลยุทธ์ ดังนี้ 1. Customized Investment Solution นำเสนอความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการลงทุน ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินนักลงทุนระยะยาว มุ่งเน้นสร้างกองทุนเรือธงที่สามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนได้ทุกสภาวะตลาดพร้อมขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนต่างประเทศโดยตรงเพื่อการกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

2.Sustainability Focusing ประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงลึก Data‑Driven Insights ผสานเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและการประเมินด้าน ESG เข้าไว้ในกระบวนการลงทุน ครอบคลุมทั้งกลุ่มนักลงทุนสถาบันและรายย่อย เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนระยะยาว

3. New S-Curve Opportunities มุ่งมั่นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมติดตามกระแสลงทุนเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์ลงทุนใหม่ๆ อาทิ ขยายธุรกิจไปยังกองทุนสกุลเงิน USD ครอบคลุมทุกประเภทสินทรัพย์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนทั้งก่อนและหลังเกษียณเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย

สำหรับ กลุ่มกองทุนเรือธงผลักดัน AUM ปีนี้ ได้แก่ กลุ่มกองทุนตลาดเงิน “กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป” (TCMF) วางเป้าหมาย AUM ปีนี้แตะ 36,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่ 26,000 ล้านบาท เติบโตถึง 65% สร้างผลดำเนินงานเป็นอันดับ 1 เทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน

กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ “กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม เดลี่ อัลตร้า พลัส ฟันด์” (UIDPLUS) วางเป้าหมายAUM ปีนี้แตะ 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันทำได้แล้ว7,200 ล้านบาทและสิ้นปีก่อนที่ 4,700 ล้านบาท เติบโตถึง135% สร้างผลงานดำเนินงานย้อนหลัง อยู่ในอันดับ 1stquartile เมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน

และกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) กองทุนตราสารหนี้สกุลเงิน USD ที่สามารถขายคืนได้ทุกวัน  “กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เดลี่ ฟันด์” (USDAILY)วางเป้าหมาย AUM  ปีนี้แตะ 1,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากสิ้นปีก่อนที่ 419 ล้านดอลลาร์ ครองส่วนแบ่งตลาดกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Funds) เป็นอันดับ 1  ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 53%  

รวมถึงมุ่งผลักดัน  กองทุนรวมตราสารทุน โดยกองทุนจะเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่ายปันผลสม่ำเสมอมีแนวโน้มจ่ายปันผลที่ดี และมีแนวโน้มการลงทุนที่ดีในอนาคต อย่างกองทุน  UOBSDF  เน้นลงทุนหุ้นปันผล 15 บริษัทในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ ได้รับประโยชน์จากการกระจายลงทุนอย่างเพียงพอ ผลตอบแทนเฉลี่ย 6-8% 

นายวนา กล่าวต่อว่า มุมมองตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเชิงบวกช่วง 6 เดือนข้างหน้า และสิ้นปีนี้คาดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย 1,550-1,600 จุด แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากภาวะสงครามที่ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น แต่ภาพรวมยังได้รับแรงหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่คาดไว้ในปีนี้ คาดจีดีพีเติบโต 1.5-1.8% และกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาด หากสงครามในตะวันออกกลางไม่ยืดเยื้อ รวมถึงจากความชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องโครงการลงทุนสำคัญทั้งจากรัฐและเอกชน 

ขณะที่ คาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้เติบโตที่ 3.3% จากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวได้ดีจากการบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี AI แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย แต่คาดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลัง 

ด้านมุมมองแนวโน้มราคาทองคำปีนี้คาดยังไซด์เวย์ระดับ 4,000-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่มีปัจจัยเพิ่มเติมสามารถเป็นไปได้ทั้งขาขึ้นและขาลง จากระดับปัจจุบัน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำโลกปรับตัวลงแม้มีภาวะสงครามรุนแรง เนื่องจากทองคำก้าวข้ามจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันมาเป็นรายย่อยมากขึ้น ซึ่งมีความเซ็นซิทีฟต่อข่าวต่าง ๆ มากกว่าทำให้มีแรงขายออกมา และดอลลาร์ขยับแข็งค่ากลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงประเทศที่ผลิตน้ำมันโดนโจมตี ทำให้รายได้ลดลงทำให้ดีมานด์ทองคำลดลง แต่หากสงครามทวีความรุนแรงจน ทำให้ตลาดเกิดความกลัว จนทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยทองคำจะกลับมาเป็นขาขึ้น