วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 มี.ค.69 ‘แข็งค่า’ สหรัฐชะลอโจมตีอิหร่าน

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 มี.ค.69  ‘แข็งค่า’ สหรัฐชะลอโจมตีอิหร่าน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.80 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนเกือบเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นมากกว่ากรอบล่างที่เราได้ประเมินไว้สำหรับทั้งสัปดาห์ อีกทั้งเงินบาทยังผันผวนในกรอบที่กว้างกว่าปกติ สะท้อนถึงภาวะความผันผวนสูงของเงินบาทในระยะนี้ (แกว่งตัวในกรอบ 32.10-33.06 บาทต่อดอลลาร์) หลังประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุผ่าน Truth Social ว่า ได้สั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หลังใกล้ครบกำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมง ที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้า (หากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบ Hormuz) โดยประธานาธิบดี Donald Trump ได้กล่าวอีกว่า การเลื่อนการโจมตีดังกล่าว เป็นผลจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 มี.ค.69  ‘แข็งค่า’ สหรัฐชะลอโจมตีอิหร่าน

ทว่า ฝั่งทางการอิหร่านได้ออกมาระบุว่า ยังไม่ได้มีการเจรจาแต่อย่างใดกับทางฝั่งสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง สะท้อนผ่านการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักลง ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก ส่วน ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นเหลือโซน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ หลังปรับตัวลงรุนแรงในช่วงระหว่างวัน อนึ่ง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูงอยู่

กอปรกับการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทำให้การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำได้ชะลอลง กดดันให้ เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง  

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หลังผู้เล่นในตลาดมีความหวังมากขึ้นว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้บ้าง ตามการสั่งชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน โดยประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ซึ่งภาพดังกล่าว ได้หนุนการรีบาวด์ขึ้นแรงของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะ Tesla +3.5%, Amazon +2.3% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.15% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.38%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมารีบาวด์ขึ้น +0.61% หลังผู้เล่นในตลาดมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (หากเกิดขึ้นจริง) มีพัฒนาการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ตามการสั่งเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านจากประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ BP -4.2%, Shell -2.0% หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงหนัก ตามท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยคลายกังวลสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.35% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง ซึ่งทำให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลดลง และช่วยทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้ จากก่อนหน้า มองว่า FED มีโอกาสราว 40% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ดี เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูงเช่นกัน โดยบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากสถานการณ์กลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด

ทั้งนี้ เราคงมองว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench  หรือ โมเดล ACM )

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบที่ทยอยปรับตัวลดลง โดยการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ได้สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ขณะเดียวกัน บรรดาสกุลเงินหลัก ต่างสามารถรีบาวด์แข็งค่าขึ้นได้บ้าง ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ลดลง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY อีกครั้ง  แกว่งตัวแถวโซน 98.9-100.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ตามความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ลดลงบ้าง ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างปรับลดความคาดหวังต่อการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวและเข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลัก กอปรกับการปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) สามารถรีบาวด์สูงขึ้น สู่โซน 4,400-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังคงสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor  

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนมีนาคม ของอังกฤษ และยูโรโซน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOE และ ECB 

ทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี S&P PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนมีนาคม เช่นเดียวกันกับฝั่งยุโรป นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน รายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึง รายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)