กระแสเงินทุนโลก ยังคง “ย้ายขั้ว” จากสินทรัพย์และภูมิภาคเดิม “อเมริกา” ไปสู่โอกาสในตลาดเกิดใหม่และเอเชียมากขึ้น ท่ามกลางการปรับฐานของหุ้นใหญ่และการหมุนกลุ่มอุตสาหกรรมของตลาดหุ้นอเมริกาที่เกิดขึ้นเป็นกระแสใหญ่ของโลกตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ กว่า 75% ประกาศงบกำไรงวดไตรมาส 4/2025 ออกมาเติบโตต่อเนื่อง
ทุกคนต่างก็สงสัยว่าปฏิกิริยาตลาด “เกินจริง” ไปหรือไม่ แล้ว Sentiment นักลงทุนเปลี่ยนเร็วไปไหม? หุ้นสหรัฐฯ ยังถือต่อได้ไหม? ควรปรับพอร์ตอย่างไรให้ทันเกม โดยไม่ต้องไล่ตามกระแสแต่ยังคว้าโอกาสได้อย่างมีวินัยและรอบคอบ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงจาก “สองแรงกระแทก” พร้อมกัน
ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth มองว่าบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกปั่นป่วนอีกระลอก เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกมรสุม “สองแรงกระแทก” พร้อมกัน แรงหนึ่งจาก “นโยบาย–การเมือง”ของสหรัฐฯ ที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น อีกแรงจาก “เทคโนโลยี–นวัตกรรม AI ” ที่เก่งเร็วเกินไป กำลังพ่นพิษใส่บริษัทเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ทัวโลก
ความผันผวนด้านการค้า: แม้ศาลสหรัฐฯ จะระงับภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ความไม่แน่นอนยังสูงจากการที่ทรัมป์ประกาศปรับภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ซึ่งส่งผลให้จีน อินเดีย และบราซิล กลับมามีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในขณะนี้
AI Disruption: การเปิดตัว "Claude AI" ที่เก่งจนทำงานแทนซอฟต์แวร์เดิมได้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่ม SaaS และ Cybersecurity ทำให้นักลงทุนแห่ขายหุ้นเทคโนโลยีดั้งเดิมเพื่อย้ายเงินไปสู่ผู้ผลิต AI Hardware ในเอเชียแทน
เงินโลก Rotation เข้ากลุ่ม AI ในเอเชีย - เทคจีนวิ่งขึ้นสวนสหรัฐ
ตลาดมองว่า การปรับตัวลงของตลาดอเมริกาในรอบนี้ สะท้อนสัญญาณความไม่แน่นอนของทางนโยบายการค้าโลกเพิ่มสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านการค้าห่วงโซ่อุปทานอาจจะกลับมาระส่ำระสาย หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ ถูกเทขายบางส่วนท่ามกลางความกังวลโลกภายใต้มือ “ทรัมป์” ที่คาดเดาไม่ได้ และใช้ความทรงอิทธิพลกำหนดทิศทางการค้าโลก
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียรวมถึงประเทศจีน ไม่ได้ปรับตัวลงแรงหลังเกิดแรงขายในสหรัฐฯ ช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากหุ้นเทคจีนไม่ถูกกดดันจากข่าว “Claude AI” แล้วยังมีแรงซื้อในหุ้น AI ของจีนด้วย ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากพัฒนา AI ในประเทศ เช่น โมเดลหรือสตาร์ทอัพด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนในจีนบางกลุ่มมองว่า หุ้นเทคฯ AI มีโอกาสเติบโตและผงาดมากขึ้นในอนาคต เช่น บางบริษัท AI จีนดึงดูดเงินลงทุนมากขึ้น นักลงทุนไล่ซื้อหุ้นที่ถูกมองว่าเป็น “ผู้ชนะ AI” แม้ตลาดโลกผันผวน
"การปรับหมุนของเงินทุน (Sector Rotation) ขณะนี้เงินทุนเริ่มไหลออกจากซอฟต์แวร์สหรัฐฯ เข้าสู่ AI Hardware & Supply Chain ในเอเชีย เช่น กลุ่มชิปและเซมิคอนดัคเตอร์ รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ได้รับแรงหนุนจากการพัฒนา AI ภายในประเทศและนโยบายรัฐ"
ทำไมยังไม่ควรทิ้งหุ้นสหรัฐฯ?
ตราวุทธิ์ แนะนำว่า "อย่าแทงสวนอเมริกา" แต่ต้องปรับกลยุทธ์ แม้ตลาดจะผันผวน แต่สหรัฐฯ ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งด้านนวัตกรรมและสภาพคล่อง
การปรับฐานรอบนี้จึงถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผลเพราะราคาหุ้นเดิมค่อนข้างแพง
ปัจจุบันแม้ราคาหุ้นจะเริ่มแพง (Forward P/E 20-21 เท่า) แต่สหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่มีสภาพคล่องสูงสุด ที่สำคัญคือ กำไรต่อหุ้น (EPS) ยังโตแกร่งถึง 9% จากการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
กลยุทธ์Core & Satellite เพื่อรับมือความไม่แน่นอน
แนะนำให้จัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงและมีวินัย ด้วย Core Portfolio (พอร์ตหลัก) เน้นหุ้นและพันธบัตรในตลาดพัฒนาแล้ว (สหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น) และจีน เพื่อความมั่นคงระยะยาว
Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) เน้นกลุ่มเติบโตสูง เช่น AI Supply Chain ในเกาหลีและไต้หวัน, หุ้นคุณค่า (Value) ในสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น (เด่นเรื่องธรรมาภิบาล) และ เทคโนโลยี AI ในจีน
หัวใจสำคัญคือ "วินัยสำคัญกว่าความเร็ว"
นักลงทุนควรเน้นการ Rebalancing (ปรับสมดุลพอร์ต) ตามสัดส่วนที่ตั้งไว้ เพื่อขายสินทรัพย์ที่แพงเกินไปและซื้อของถูกอย่างมีระบบ แทนการไล่ตามกระแสหรือใช้อารมณ์ตัดสินใจ
การลงทุนตามเหตุผลและหมั่นหาความรู้จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดในยุคที่ตลาดหมุนเร็วเช่นนี้





