วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 มี.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามอิหร่านแรงขึ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 มี.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ สงครามอิหร่านแรงขึ้น

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.79 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.41 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-33.00 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านถัดไป แถว 32.80 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.37-32.85 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของ เงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลดลงของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงมากขึ้น จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน โดยอิสราเอล (นำมาสู่การตอบโต้ ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของกาตาร์ โดยอิหร่าน และทางการอิหร่านขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอื่นๆ ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม) หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 มี.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ สงครามอิหร่านแรงขึ้น

นอกจากนี้ แม้ FED จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (11 ต่อ 1) คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่าโทนการสื่อสารของ FED สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ สะท้อนจากการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ PCE (และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE) สูงขึ้นสู่ระดับ 2.7% ขณะเดียวกัน คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ของ FED ยังสะท้อนถึงมุมมองระมัดระวังในการปรับดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยมีจำนวนเจ้าหน้าที่ FED มากขึ้น ที่มองว่า FED ควรคงดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ เมื่อเทียบกับ Dot Plot ในการประชุมเดือนธันวาคม ปี 2025

กอปรกับถ้อยแถลงของประธาน FED Jerome Powell ในช่วง Press Conference ที่ย้ำจุดยืนระมัดระวังในการปรับนโยบายการเงิน และไม่ปิดโอกาสที่ FED จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด โดยภาพดังกล่าวได้ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED และให้โอกาสเพียง 56% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) กลับมามีกำลังมากขึ้นอย่างชัดเจน หลังการอ่อนค่าต่อเนื่องของเงินบาทจนเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่อประเมินจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม และอาจกลับมาอ่อนค่าแถวโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าเพิ่มเติมทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) หากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านดังกล่าว จนถึงโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ 

ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง 

อนึ่ง เรามองว่า ควรระวัง ความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะในส่วนของ BOJ เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงมาพอควรเข้าสู่โซนที่ทางการญี่ปุ่นได้เคยเข้าแทรกแซงก่อนหน้า ซึ่งทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk เช่นกัน โดยเงินเยนญี่ปุ่นอาจอ่อนค่าลงต่อทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ หากทาง BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา ในทางกลับกัน เงินเยนญี่ปุ่นอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หรืออย่างน้อยชะลอการอ่อนค่าลง หาก BOJ ย้ำจุดยืนพร้อมเดินหน้าทยอยขึ้นดอกเบี้ย แต่อาจรอดูสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไปก่อน และแสดงความกังวลต่อผลกระทบของการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา 

มุมมองลงทุนทั่วโลก

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า FED อาจปรับลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า หลังผลการประชุม FOMC ล่าสุดของ FED สะท้อนแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่ระมัดระวังตัวมากขึ้นและ FED อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้กดดันบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Amazon -2.5% และ Miscrosoft -1.9% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.36% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.46%

 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลดลง -0.75% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หลังอิสราเอลกับอิหร่านมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน (ทั้งนี้ อิหร่านได้โจมตี Ras Laffan LNG Plant ของกาตาร์) อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของทั้งหุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 4.28% หลังผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ตามท่าทีระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินของ FED จากผลการประชุม FOMC ล่าสุด และสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด โดยภาพดังกล่าวได้สอดคล้องกับการประเมินของเรา ที่ยังคงกังวลว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม (ล่าสุด ตลาดให้โอกาสราว 56% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิม ตลาดมั่นใจว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง) ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench  หรือ โมเดล ACM )

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม จากความกังวลสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง กอปรกับ การปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หลังตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ล่าสุด ซึ่งได้หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์เริ่มชะลอลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงเข้าสู่โซนที่ทางการญี่ปุ่นได้เคยเข้าแทรกแซงค่าเงิน ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อท่าทีของทางการญี่ปุ่นในการเข้าแทรกแซงค่าเงินอยู่ และช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นให้ต่ำกว่าโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-100.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า ความเสี่ยงหลัก คือ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลาง (สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง ราคาทองคำและราคาน้ำมันดิบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ) โดย ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทำให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลงและเคลื่อนไหวแถวโซน 4,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะเริ่มจากผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเรามองว่า BOJ อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.75% ไปก่อน เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง แต่ BOJ จะยังคงย้ำจุดยืนทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทว่า ควรจับตาท่าทีของ BOJ ต่อแนวโน้มการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ได้เข้าสู่โซนการแทรกแซงในอดีตของทางการญี่ปุ่น ทั้งนี้ แนวโน้มการคงดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรอประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลางของ BOJ จะสอดคล้องกับผลการประชุมของทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% และ 2.00% ตามลำดับ ไปก่อน ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาผู้ว่าฯ BOJ และ BOE รวมถึง ประธาน ECB ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสามธนาคารกลางหลัก 

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) และดัชนีภาคธุรกิจของบรรดา FED สาขาต่างๆ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)