วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 มี.ค.69 ‘อ่อนค่าหนัก‘ สงครามรุนแรง

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 มี.ค.69  ‘อ่อนค่าหนัก‘ สงครามรุนแรง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.17 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”

จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.85 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.90-32.30 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.81-32.20 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลของบรรดาผู้เล่นในตลาดว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้น ทะลุโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง 

อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด (ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก ลดลงสู่ระดับ 2.13 แสนราย) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ 

โดยล่าสุดตลาดให้โอกาส 75% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สู่ระดับ 4.27% พร้อมกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกทั้งยังกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุดจากโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ที่มีกำลังมากขึ้น หลังการอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจทำให้เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อทดสอบโซนแนวต้าน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์) เมื่อประเมินจากโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาดและปัจจัยเชิงเทคนิคัล

แต่ทว่า เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังเสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูงกว่าช่วงปกติและมีความเสี่ยง Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบรรดา ข่าว อย่าง Headline News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควร ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง 

โดยเรายังคงกังวลว่า หากประเมินจากสถานการณ์ล่าสุด สถานการณ์การสู้รบอาจเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่เราประเมินไว้ใน Base Case ได้ เราจึงขอเน้นย้ำการประเมินของเราใน Scenario ที่เลวร้ายทั้ง Worst Case และ Moderate Case ไว้ดังนี้ 

กรณีที่รุนแรงสุด (Worst Case) อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ เกิน 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลง หรืออาจปิดช่องแคบ Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทรงตัวเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้นาน และหากทรงตัวในระดับสูงเกิน 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ รวมกับผลกระทบจากปัญหา Supply Chain Disruption จากการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่หยุดชะงักลงเป็นเวลานาน ทำให้เงินเฟ้อเสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่บรรดาธนาคารกลางหลักมองข้ามไม่ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ เราน่าจะเห็นการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ตลาด price-out FED's rate cut และเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและอาจกดดันราคาทองคำได้

ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มมากขึ้น โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงปลายไตรมาสแรก อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะปีนี้จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่อาจสูงราว 1 แสนล้านบาท เป็นอย่างน้อย (สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า เกิน +80%) และอาจทรงตัวในระดับสูงเกิน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้นาน จนถึงสิ้นปีที่อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้างสู่ระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ (ความเสี่ยงที่อ่อนค่ากว่าคาดมีอยู่พอควร ต้องติดตามการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักและธนาคารแห่งประเทศไทย)

กรณีรุนแรงปานกลาง (Moderate Case) อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ ราว 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลงบ้าง หรืออาจปิดช่องแคบ Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้กระทบต่อกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC อย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ แม้ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อาจอยู่ในระดับสูงได้ไม่นาน โดยหากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลงต่อเนื่อง และมีการเพิ่มกำลังการผลิตจากกลุ่ม OPEC+ เรามองว่า ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวที่ระดับสูงดังกล่าว 1 เดือน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจกลับมาแถว 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ทำให้ในการประเมินทิศทางเงินเฟ้อของบรรดาธนาคารกลาง อาจเป็นการมองภาพ one time off impacts จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ทำให้ บรรดาธนาคารกลางอาจคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันไปก่อน แต่จะยังไม่เห็นการส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือผู้เล่นในตลาดจะไม่ได้ price-in ภาพดังกล่าว ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ในช่วงระยะแรก ก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย หากสถานการณ์ดูคลี่คลายลง ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในระยะสั้นก่อน โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงไตรมาสแรก-ไตรมาสสอง (อาจจบไตรมาสที่ 2 แถวระดับ 32.50+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์) จากนั้น หากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลง เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่การแข็งค่าขึ้น อาจเกิดช้าและไม่มาก ขึ้นกับ การปรับดอกเบี้ยนโยบายการเงินของ FED ว่าสุดท้ายจะคงดอกเบี้ยได้นานกว่าที่เราประเมินไว้ใน base case (เดือนมิถุนายน) หรือไม่ โดยในเบื้องต้น ประเมินว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปี

มุมมอการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจนอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth อาทิ Tesla -3.1%, Meta -2.6% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.52% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.78%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.61% ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางที่อาจเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในช่วงนี้ ที่ต่างไม่ปิดโอกาสความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมสถานการณ์เงินเฟ้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาส 71% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่ง ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน จากประเด็นความเสี่ยง Geopolitical ในตะวันออกกลางที่ยังร้อนแรงอยู่ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่โซน 4.27% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยให้โอกาสเพียง 75%) โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench  หรือ โมเดล ACM )

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.5 จุด) ซึ่งการปรับตัวขึ้นของดัชนี DXY เหนือโซน 99.5 จุด ได้อย่างชัดเจน จะเปิดโอกาสให้ ดัชนี DXY ปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 101.6-101.9 จุด ได้ไม่ยาก (จับตาโซนแนวต้านในช่วง 100-100.5 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทว่าภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลงสู่โซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) อัตราเงินเฟ้อ PCE และ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOTLS Job Openings) ในเดือนมกราคม รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมีนาคม ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสำคัญกับ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว ที่อาจปรับสูงขึ้นจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้   

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมกราคม จากของฝั่งยูโรโซน และอังกฤษ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจฝั่งยุโรป

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)