เมื่อสถานการณ์ความเสี่ยง “สงครามตะวันออกกลาง” มีโอกาสลากยาวและขยายวง ดังนั้น ในระยะกลาง-ยาว ส่อแววปั่นปวน “ตลาดท่องเที่ยว” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่สำหรับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC กลับซบจังหวะและโอกาสใหม่ ๆ ในระยะสั้น ใน “จีน-ญี่ปุ่น-ไทย” ช่วยหนุนยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตหมวดท่องเที่ยว 9 วันแรกเดือนมี.ค.ยังดี และ 2เดือนแรก เติบโตโดดเด่น 9% ด้าน “หนุ่มสาวทัวร์” ปรับทัพใหม่เบนเข็มเจาะตลาดองค์กรและเอเชียที่ยังคงสดใส ชี้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ยังมีความหวัง
“วริษฐา พัฒนรัชต์” ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า แม้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จะสร้างความผันผวน ในบางช่วงเวลา แต่หากปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้อง กับพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านความคุ้มค่า ความสะดวก และการเดินทาง ก็สามารถสร้างโอกาสใหม่ ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้
โดยภาพรวมยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต หมวดท่องเที่ยว ช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ (เดือน ม.ค.-ก.พ. 2569) ยังเติบโตดี 9% และคาดช่วง 3 เดือน ม.ค.-มี.ค.2569) ยังถึงเป้าหมาย เนื่องจากช่วง 9 วันแรกของเดือนมี.ค. 2569 มีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลและแคมเปญ “ไทยเที่ยวไทย” ดึงดูดให้คนไทยออกมาเดินทางมากขึ้นหลังจากสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงต้นปีมีลักษณะทรงตัวและชะลอตัวลงในบางเซกเมนต์ ยอดใช้จ่ายต่อหัวลดลงบ้าง จากผลกระทบค่าเงิน แต่จำนวนผู้เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เราพบว่า คนไทยยังมีความต้องการท่องเที่ยวอยู่ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมา “ท่องเที่ยวในประเทศ” และ “ประเทศในภูมิภาคเอเชีย” มากขึ้น แทนการเดินไปยุโรป และตะวันออกกลาง ที่ยังมีความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่ขณะนี้เรายังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจน
สะท้อนผ่าน การท่องเที่ยวในประเทศ พบว่า นักเดินทางปรับรูปแบบเป็นทริปสั้นมากขึ้น และ นิยมการขับรถเที่ยวที่สามารถเดินทางได้สะดวกในช่วงวันหยุด ทั้งนี้ จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกพบว่า จังหวัดท่องเที่ยวหลักยังคงมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูง เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา ภูเก็ต และ ระยอง ขณะเดียวกันจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ และ เมืองรอง เริ่มมีการเติบโตของการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น กาญจนบุรี มียอดการใช้จ่ายเติบโตในสัดส่วน 20% และ พระนครศรีอยุธยามียอดการใช้จ่ายเติบโตสัดส่วน 12%
“ช่วง 9 วันที่ผ่านมา ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางในภาพรวมหมวดท่องเที่ยว ยังไม่ชัดเจนนัก แม้ว่ายอดใช้จ่ายบัตรฯ ฝรั่งเศสและเยอรมนีจะลดลง แต่ได้ฝั่งเอเชียมาช่วยพยุงไว้ และที่สำคัญคือ ตลาดจีนยังโตแรงต่อเนื่องจากปีก่อน คาดว่ายังเป็นเทรนด์ต่อเนื่องได้ในปีนี้”
ดังนั้น เรายังคงเป้าหมายภาพรวมยอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ หมวดท่องเที่ยว ทั้งปีนี้เติบโต 5% เท่ากับภาพรวม จากปี 2568 หมวดท่องเที่ยว มียอดใช้จ่ายบัตรฯ ทั้งสิ้น 25,000 ล้านบาท เติบโต 6% และมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 900,000 ราย ซึ่งยอดการใช้จ่ายบัตรฯ ในหมวดท่องเที่ยวถือยังเป็นอันดับ 2 รองจากหมวด “ประกัน”
นางสาววริษฐา กล่าวต่อว่า นักท่องเที่ยวคนไทย เริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากยุโรปและตะวันออกกลาง มาเป็น 5 ประเทศหลัก ในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, ฮ่องกง และไต้หวัน โดยเฉพาะญี่ปุ่น แม้ยอดใช้จ่ายต่อหัวจะลดลงบ้างจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่จำนวนผู้เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นความคุ้มค่า (Value for Money) และการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ
ขณะที่ การท่องเที่ยวในประเทศ พบว่านักเดินทางปรับรูปแบบเป็นทริปสั้นมากขึ้น และนิยมการขับรถเที่ยวที่สามารถเดินทางได้สะดวกในช่วงวันหยุด รวมถึง จากการที่ เคทีซี ร่วมกับ ททท. ผลักดัน “กลุ่มเฉพาะทาง” (Niche Market) มี เซกเมนต์ใหม่ที่น่าจับตา เช่น Wellness Economy ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา และโรงแรมระดับพรีเมียม, Silver Age (60+)กลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง, LGBTQ+ กลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูงเป็นลำดับต้นๆ และ Pet Friendly โรงแรมที่ต้อนรับสัตว์เลี้ยง และกลุ่มครอบครัว แบบ Family
ขณะเดียวกันมองว่า หลังจากนี้หากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวหรือการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด รวมถึงการจัดงานอีเวนต์กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ จะไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มจำนวนทริป แต่ยังช่วยเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวให้สูงขึ้นด้วย
TTAA ปรับแผนรับมือ-เสริมแกร่งในประเทศ
“โชติช่วง ศูรางกูร” อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ มองว่า สงครามในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่อ “ความเชื่อมั่น” ของนักเดินทางบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางฝั่งตะวันตก ซึ่งบางรายเริ่มพิจารณาทางเลือก เช่น การเลื่อน หรือยกเลิกการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่มีเที่ยวบินตรง ขณะที่นักเดินทางรายใหม่ มีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจ เพื่อประเมินสถานการณ์ หรือเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแทน
เราประเมินว่าผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกลาง อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น (3 เดือน )และอาจไม่ลึกเท่ากรณีรัสเซีย-ยูเครน โดยเฉพาะกลุ่มสายการบินที่ปรับตัวรับมือด้วยการออกโปรดักต์ บินตรง เพื่ออำนวยความสะดวกและลดความเสี่ยง ซึ่งมีกระแสตอบรับดีจนราคาตั๋วและดีมานด์พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง(6-10 เดือน) ยังมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน อาจกลายเป็นตัวจุดชนวนเงินเฟ้อ เป็นต้นทุนหลักทำให้การเดินทาง ราคาตั๋วและแพกเก็ต ค่าครองชีพ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว
ขณะที่ ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของไทย เบื้องต้นอาจมีจำกัด เนื่องจาก “นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง” เดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคนต่อปี ดังนั้นผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล ที่มีลูกค้าตะวันออกกลางเดินทางเข้ามารักษา เป็นหลัก
ส่วน“นักท่องเที่ยวจากยุโรป” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 23% หรือ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบมากกว่า และเริ่มมีสัญญาณการยกเลิกการจองบางส่วนแล้ว
ทั้งนี้ หากพิจารณาโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย พบว่า 8 ใน 10 ประเทศแรกเป็นประเทศในเอเชีย รวมประมาณ 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จึงมีแนวโน้มว่าการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเอเชีย จะยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง
แต่หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางรอบนี้ ไม่คลี่คลายใน 6 เดือน นายโชติช่วง มองว่า มีโอกาสตลาดยุโรป อาจมียอดยกเลิกสูงถึง 23% จึงได้เร่งปรับแผนเชิงรุกด้วยการดึง “ตลาดในประเทศ” และ “กลุ่มบริษัทมหาชน (Corporate)” เนื่องจากกลุ่มนี้มีงบประมาณที่แน่นอนและเสถียรภาพทางการเดินทางสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป โดยอาศัยความเป็นเจ้าตลาดในกลุ่มสัมมนาและทัวร์หมู่คณะเข้ามาเสริมทัพ พร้อมมองตลาดเอเชียอย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นแม่เหล็กสำคัญทดแทน
“โชติช่วง” กล่าวต่อว่า แม้วิกฤติในครั้งนี้อาจสร้าง “ความผันผวนในระยะสั้น” แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นโอกาสให้การท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียมายังประเทศไทยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้น่าจะถึง 35 ล้านคน ภาคท่องเที่ยว ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ และธุรกิจได้
ดังนั้นการท่องเที่ยวภายในประเทศมีบทบาทมากขึ้น โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ การสร้างแลนด์มาร์ค และอาหารท้องถิ่นให้เป็นจุดขาย ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ระดับโลก (Local to Global) และยกระดับเมืองท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกและปลอดภัย เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดเส้นทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ เรายังคงมีเสียงสะท้อนถึงภาครัฐ เตรียมเสนอรัฐบาลให้ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมาย โดยเฉพาะการแก้ไข “พรบ.โรงแรม” ที่ค้างคามานานกว่าทศวรรษ เพื่อให้จำนวนใบอนุญาตสอดคล้องกับความเป็นจริง
รวมถึงให้การพิจารณา ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อนให้กับคนไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลกได้ต่อไป





