ในโลกธุรกิจที่หมุนไวและการมาถึงของ “เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” (AI) ที่ทุกคนพูดถึง “ดร.เมธินี จงสฤษดิ์หวัง” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลอยท์ ประเทศไทย จำกัด (Deloitte) ได้เปิดมุมมองที่น่าสนใจจากการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงของ ดีลอยท์ ประเทศไทย ครั้งใหญ่ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา จากบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้ตรวจสอบบัญชี” สู่การเป็น “ที่ปรึกษาทางธุรกิจครบวงจร” และการเปลี่ยนผ่านองค์กรครั้งนี้ ด้วย Digital Transformation
สำหรับ การปรับทัพครั้งใหม่ "ดร.เมธินี"กล่าวว่า “ดีลอยท์” ทั่วโลกได้ทำการปรับโครงสร้างเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าตาม “Stage” ของธุรกิจอย่างแท้จริง โดยแบ่งการบริการออกเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.บริการด้านการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่น (Audit & Assurance) 2.บริการด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และธุรกรรมรายการ (Strategy, Risk & Transactions) 3.บริการด้านภาษีและกฎหมาย (Tax & Legal ) และ 4. บริการด้านเทคโนโลยีและการปฏิรูปองค์กร (Technology & Transformation)
โดยพบว่ากลุ่มธุรกิจที่เติบโตอย่างโดดเด่น คือ “บริการด้านเทคโนโลยีและการปฏิรูปองค์กร” และการปรับตัวครั้งนี้ส่งผลให้ สัดส่วนรายได้จากการให้คำปรึกษา (Advisory) พุ่งสูงถึง 60-70% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่งานตรวจสอบบัญชี แม้สัดส่วนรายได้ลดลง แต่ยังคงเป็นรายได้ประจำหลักในฐานะ Recurring Income ที่มีความสำคัญเช่นกัน
“เราปรับโครงสร้างธุรกิจทั้งโลกเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการ และ Stage ของลูกค้าว่าพัฒนาไปถึงจุดไหน เพื่อให้เราเข้าไปสนับสนุนได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ซึ่งบริการด้านเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจอย่างมาก”
ในวันนี้ท่ามกลางกระแส “ภาคธุรกิจ” แห่ใช้ AI ทาง “ดีลอยท์” ให้มุมมองที่แตกต่างและน่าสนใจ “ดร.เมธินี” ชี้ว่า จากการศึกษา AI ROI : The paradox of rising investment and elusive returns | Deloitte Global (เผยแพร่ในปี 2568) เกี่ยวกับ Agentic AI ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามที่ใช้งาน Agentic AI (คิดเป็น 57 % ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด) มีองค์กรเพียง 10 % ที่มองว่าได้รับผลตอบแทนจาก Agentic AI นั่นหมายความว่า องค์กรต่าง ๆ ถึง 90 % ยังไม่เห็นผลตอบแทนจาก Agentic AI ที่ชัดเจน และพบว่า องค์กรต่าง ๆ ประมาณ 5-6% เท่านั้นจะได้รับผลตอบแทนทันที (น้อยกว่า 1 ปี) จากการลงทุนใน AI ส่วนองค์กรอีกราว 94-95% ไม่ได้รับผลตอบแทนทันที
“ดร.เมธินี” จึงได้เปรียบเทียบเทคโนโลยี AI ว่า เหมือนกัน “เครื่องบิน” ที่ทั้งเร็วและแรง แต่หากความต้องการของธุรกิจเป็นเพียงการเดินทางระยะสั้นๆ เช่น จากสาทรไปพารากอน การใช้เครื่องบินก็กลายเป็นเรื่องที่ “เกินความจำเป็น” และ “สิ้นเปลืองต้นทุนอย่างมหาศาล” ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ “ภาคธุรกิจ เลือกใช้ไม่ถูกจุด หรือไม่มีทิศทางที่ชัดเจน”
“ดีลอยท์” จึงมีมุมมองต่อเทคโนโลยี AIไม่ใช่ทางออก สำหรับทุกปัญหาของภาคธุรกิจ และการใช้ AI ยังมีสิ่งที่ต้องระวัง สำหรับธุรกิจไทย โดยแนะนำด้วยว่า ควรเริ่มจากสิ่งที่เรียกว่า RPA (Robotic Process Automation) หรือ Machine Learning (ML)ในงานที่ทำซ้ำๆ ซึ่งมีประสิทธิภาพและราคาถูกกว่า AI มาก หากเลือกใช้ให้ถูกจุด เทคโนโลยีเหล่านี้ หรือAI จะกลายเป็น “Growth Engine” ที่ทรงพลัง
พร้อมกันนี้ การจะไปถึงยุค AI ได้อย่างสมบูรณ์ พบว่า ธุรกิจไทยยังเผชิญกับ 3 อุปสรรคสำคัญโดยเฉพาะ อุปสรรคแรกการใช้ไม่ถูกจุด (Incorrect Adoption) : หากใช้ผิดจะกลายเป็นต้นทุนจมที่หนักหน่วง และ “การขาดแคลนบุคลากร” (Talent Shortage) ซึ่งเน้นย้ำว่าเราไม่สามารถรอเพียงเด็กจบใหม่ (Gen Z) ได้เพียงอย่างเดียว เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย (Senior Society)
“เราควรสนับสนุนให้คนทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไปได้เพิ่มทักษะ Upskill และ Reskill เทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อแก้ปัญหาทั้งเรื่องขาดแคลนแรงงานและสังคมสูงวัยไปพร้อมกัน”
อีกอุปสรรคหนึ่งเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือ ธรรมาภิบาลและการควบคุม (Governance & Risk) การใช้ AI โดยไม่มีการควบคุมอาจเกิดความเสี่ยงด้านความถูกต้องของข้อมูลและข้อมูลรั่วไหล (Cyber Security) ดังนั้น ทาง "ดีลอยท์" จึงมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาด้านการจัดการข้อมูล (Data Governance) ควบคู่ไปกับการติดตั้งระบบเสมอ
ในภาคการเงินและประกันภัย “ดีลอยท์” มองเห็นการตื่นตัวที่ชัดเจน โดยสถาบันการเงินรายใหญ่ในไทยเกือบทั้งหมดได้เริ่มนำ AI มาใช้ในกระบวนการหลังบ้าน เช่น “ธนาคารขนาดใหญ่” มีการเปิดบัญชีและการอนุมัติสินเชื่อ ตั้งแต่การตรวจเอกสารจนถึงการวิเคราะห์อนุมัติ
ขณะที่ “ธุรกิจประกันภัย” เริ่มใช้ AI ในการทำเคลม (Claims) เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ต้องใช้คนตรวจด้วยตา ช่วยลดระยะเวลาที่ลูกค้ารอ หรือ บริการ Conversational AI บริษัทประกันในต่างประเทศเริ่มใช้ AI เชิงรุก มากขึ้น เช่น การโทรหาลูกค้าเพื่อยืนยันการนัดหมาย หรือเตือนให้ชำระค่าผ่อนบ้านตามประวัติการเงิน
“ธุรกิจหลักทรัพย์” ฝั่งวิเคราะห์ข้อมูล (Research) อาจได้รับผลกระทบเพราะ AI สามารถวิเคราะห์ตัวเลขและจัดพอร์ตได้ แต่เรามองว่า ธุรกิจนี้ ยังคงต้องมีคนเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ความไม่แน่นอน (Black Swan) ที่อดีตไม่สามารถทำนายได้
นอกเหนือจากภาคการเงินแล้ว “ดร.เมธินี“ ยังฉายภาพให้เห็นถึง การนำAI มาใช้ในภาคธุรกิจอื่นๆ ที่จะกลายเป็น “ขุมทรัพย์ใหม่” ที่น่าจับตาในประเทศไทย ได้แก่ 1. “ตลาดอีคอมเมิร์ซ” ในไทยเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียนด้วยมูลค่ากว่า 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 2. Retail Media Network เทรนด์ใหม่ในการวิเคราะห์ข้อมูลไลฟ์สไตล์โดยไม่ละเมิด PDPA ซึ่งเป็น Revenue Stream ใหม่ที่ในต่างประเทศสร้างรายได้มหาศาล
แน่นอนว่าแม้แต่ “ดีลอยท์ ” มีเปลี่ยนผ่านองค์การ ด้วย Digital Trans formation เป็นบริษัทที่ปรึกษาเจ้าเดียวที่มี Quantum Computing ตั้งอยู่ในเอเชียแปซิฟิก (ญี่ปุ่น) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่กล่าวมาของภาคธุรกิจไทย และทั่วโลก
"ดร.เมธินี" กล่าวว่า เราวางเป้าหมายเน้นการเติบโตในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะ บริการด้านเทคโนโลยีและการปฏิรูปองค์กร (Technology & Transformation) ที่ปัจจุบันสร้างรายได้เกือบ 40% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องและไม่มีนโยบายลดคน มีจุดแข็งที่น่าสนใจคือ มีโครงการอย่างAmplify เพื่อรับเด็กจบใหม่เข้าทำงานและให้โอกาสเป็นพนักงานประจำหากผลงานดีพัฒนาตัวเอง
หัวใจสำคัญของ ดีลอยท์ คือจุดสีเขียว (Green Dot) หลังชื่อแบรนด์ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องหมาย Full Stop หรือจุดจบของทุกคำถาม ไม่ว่าโลกธุรกิจจะซับซ้อนขึ้นเพียงใด หรือ AI จะเปลี่ยนโลกไปอย่างไร เป้าหมายของ เราทคือการเป็นที่ปรึกษาที่ลูกค้าสามารถวางใจและหยุดทุกความกังวลไว้ที่นี่เพียงที่เดียว





