วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 ก.พ.69 ‘แข็งค่า‘ หลังราคาทองหนุน

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 ก.พ.69  ‘แข็งค่า‘  หลังราคาทองหนุน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.25 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.29 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.35 บาทต่อ ดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 31.15-31.32 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ได้อานิสงส์จาก รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม ที่ขยายตัว +0.7%m/m (ตลาดคาด +0.4%) และยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนธันวาคม ที่หดตัว -1.4%m/m (ตลาดคาด -1.8%) 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 ก.พ.69  ‘แข็งค่า‘  หลังราคาทองหนุน

 

ทว่า เงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากการทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีจังหวะแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนอยู่สูง หลังทั้งการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเจรจาไตรภาคี รัสเซีย-สหรัฐฯ-ยูเครน ไม่ได้มีข้อตกลงเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งทยอยออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ในช่วงนี้ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า การอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มชะลอลงบ้างแถวโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ช่วยหนุนเงินบาทและลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเงินบาทจะยังคงมีโซนแนวต้านในช่วง 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 31.00-31.10 บาทต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้เพิ่มเติม หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงทยอยออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในคืนวันนี้ อาจสามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้บ้าง หากข้อมูลส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด เมื่อประเมินจากสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วง 30 นาที หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว 

และนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ เรามองว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทจะขึ้นกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน ทำให้ในช่วงนี้ ควรจับตาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำและราคาน้ำมันดิบ ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดบางส่วนได้ทยอยกลับเข้าซื้อบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor เพิ่มเติม หลังในช่วงก่อนหน้า หุ้นธีม AI ได้เผชิญแรงขายที่รุนแรง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงร้อนแรงอยู่ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.56% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.78%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +1.19% ท่ามกลางรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน อย่าง BAE Systems +4.0% นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานยังได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ขณะเดียวกัน การรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้ช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป เช่นเดียวกันกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 4.08% หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง (ตลาดให้โอกาสราว 29% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้) นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมที่ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงได้เพิ่มแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ บ้าง โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินของเรา ที่ยังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังร้อนแรงอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของการเจรจาไตรภาคีระหว่างรัสเซีย-สหรัฐฯ –ยูเครน ที่ไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม ยังได้หนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม ผ่านการอ่อนค่าลงของเงินยูโร (EUR) ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.1-97.8 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึง ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 4,980 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดุลการค้า (Trade Balance) ในเดือนธันวาคม ดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาดในระยะนี้  

ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ในช่วงเช้าราว 6.30 น. ของวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนมกราคม โดยข้อมูลดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน