นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”
จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.23 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.20-31.40 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้า หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษที่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน กอปรกับสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทยอยคลี่คลายลง ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้กดดันทั้ง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และราคาทองคำ (XAUUSD)
ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้ง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และ ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิตโดย NY FED ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ประเมิน FED มีโอกาสราว 40% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้) อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาสกุลเงินหลักได้ทยอยรีบาวด์ขึ้น โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยเพิ่มสถานะ Long JPY (มองเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น) ส่วนเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ พอได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปและตลาดหุ้นอังกฤษที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) จะทยอยอ่อนค่ามากกว่าที่เราประเมินไว้ โดยมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ แต่เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงไว้แถวโซนแนวต้านดังกล่าวได้ และเงินบาทอาจมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินอาจเบาบางลงบ้าง ในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน อีกทั้ง บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกอาจรอจังหวะเงินบาทอ่อนค่าลงบ้างในการทยอยขายเงินดอลลาร์ ตามความจำเป็น
นอกจากนี้ การย่อตัวลงของราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมา แม้จะมีส่วนร่วมกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง ทว่า หากราคาทองคำสามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง (เนื่องจากโซนราคาปัจจุบัน อาจพอประเมินเป็นโซนแนวรับระยะสั้นได้) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด หรือในกรณีที่ บรรดาสกุลเงินหลัก ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง กดดันเงินดอลลาร์ การรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำอาจช่วยพยุงเงินบาทได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เราขอย้ำว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงผันผวนไปตาม พัฒนาการของสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิดในช่วงนี้เช่นกัน
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้ สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น สะท้อนผ่านแรงซื้อบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน และหุ้นกลุ่มเทคฯ โดยเฉพาะในส่วนของหุ้น Semiconductor ทว่า แรงขายหุ้นธีม AI และหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบจากการเติบโตของเทรนด์ใช้งาน AI ยังมีอยู่ นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงยังได้กดดันราคาน้ำมันดิบและราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.10% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.14%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.45% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของงบรรดาหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่ม Healthcare นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปโดยรวมยังได้อานิสงส์จากการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทยอยคลี่คลายลง ทว่าประเด็นดังกล่าวกลับกดดันตลาดหุ้นยุโรป ผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาแร่โลหะ
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ง สู่โซน 4.05% หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาดีกว่าคาด ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมที่เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงได้เพิ่มแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ บ้าง โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินของเรา ที่ยังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนสูง แม้มีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังบรรดาสกุลเงินหลัก ทั้งเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) รวมถึงเงินยูโร (EUR) ทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้น ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 97.10 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.10-97.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED กอปรกับ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทยอยคลี่คลายลง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะได้แรงหนุนบ้างจากแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาดและจังหวะย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 4,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทอน (Durable Goods Orders) และข้อมูลตลาดบ้านในเดือนธันวาคม รวมถึง ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมกราคม พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม ซึ่งรายงานข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ BOE ได้อย่างมีนัยสำคัญ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเจรจาไตรภาคี (รัสเซีย-สหรัฐฯ-ยูเครน) เพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน





