วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 18 ก.พ.69 ‘อ่อนค่า‘ หลังดอลลาร์รับแรงหนุน

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 18 ก.พ.69  ‘อ่อนค่า‘  หลังดอลลาร์รับแรงหนุน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.30 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.23 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.20-31.40 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้า หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษที่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) 

นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน กอปรกับสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทยอยคลี่คลายลง ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้กดดันทั้ง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และราคาทองคำ (XAUUSD) 

ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้ง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และ ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิตโดย NY FED ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ประเมิน FED มีโอกาสราว 40% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้) อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาสกุลเงินหลักได้ทยอยรีบาวด์ขึ้น โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยเพิ่มสถานะ Long JPY (มองเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น) ส่วนเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ พอได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปและตลาดหุ้นอังกฤษที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) จะทยอยอ่อนค่ามากกว่าที่เราประเมินไว้ โดยมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ แต่เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงไว้แถวโซนแนวต้านดังกล่าวได้ และเงินบาทอาจมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินอาจเบาบางลงบ้าง ในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน อีกทั้ง บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกอาจรอจังหวะเงินบาทอ่อนค่าลงบ้างในการทยอยขายเงินดอลลาร์ ตามความจำเป็น 

นอกจากนี้ การย่อตัวลงของราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมา แม้จะมีส่วนร่วมกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง ทว่า หากราคาทองคำสามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง (เนื่องจากโซนราคาปัจจุบัน อาจพอประเมินเป็นโซนแนวรับระยะสั้นได้) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด หรือในกรณีที่ บรรดาสกุลเงินหลัก ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง กดดันเงินดอลลาร์ การรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำอาจช่วยพยุงเงินบาทได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เราขอย้ำว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงผันผวนไปตาม พัฒนาการของสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิดในช่วงนี้เช่นกัน 

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้ สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น สะท้อนผ่านแรงซื้อบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน และหุ้นกลุ่มเทคฯ โดยเฉพาะในส่วนของหุ้น Semiconductor ทว่า แรงขายหุ้นธีม AI และหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบจากการเติบโตของเทรนด์ใช้งาน AI ยังมีอยู่ นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงยังได้กดดันราคาน้ำมันดิบและราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.10% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.14%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.45% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของงบรรดาหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่ม Healthcare นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปโดยรวมยังได้อานิสงส์จากการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทยอยคลี่คลายลง ทว่าประเด็นดังกล่าวกลับกดดันตลาดหุ้นยุโรป ผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาแร่โลหะ

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ง สู่โซน 4.05% หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาดีกว่าคาด ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมที่เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงได้เพิ่มแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ บ้าง โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินของเรา ที่ยังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนสูง แม้มีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังบรรดาสกุลเงินหลัก ทั้งเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) รวมถึงเงินยูโร (EUR) ทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้น ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 97.10 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.10-97.5 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED กอปรกับ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทยอยคลี่คลายลง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะได้แรงหนุนบ้างจากแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาดและจังหวะย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 4,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทอน (Durable Goods Orders) และข้อมูลตลาดบ้านในเดือนธันวาคม รวมถึง ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมกราคม พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

ส่วนทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม ซึ่งรายงานข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ BOE ได้อย่างมีนัยสำคัญ

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเจรจาไตรภาคี (รัสเซีย-สหรัฐฯ-ยูเครน) เพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน