หลังสิ้นสุดการนับคะแนนเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมาอย่างไม่เป็นทางการ ความชัดเจนทางการเมืองได้กลายเป็น “เชื้อเพลิง” ชั้นดีที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยให้ทะยานขึ้นอย่าง “ร้อนแรง” สะท้อนดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้นทันทีกว่า 2.7% ช่วง 9 ก.พ. 2569 ขานรับชัยชนะแบบ “แลนด์สไลด์” ของ “พรรคภูมิใจไทย” เตรียมก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายสำนักประเมินความชัดเจนการเลือกตั้งจะช่วยผลักดันให้ดัชนี SET Index มีโอกาสทดสอบระดับ 1,450-1,480 จุด ในระยะสั้นถึงกลาง มีปัจจัยหนุน จาก “ฟันด์โฟลว์” ความเชื่อมั่นที่กลับมาอาจดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติให้ไหลกลับเข้าสู่หุ้นบิ๊กแคป และ“ความต่อเนื่องนโยบาย” เพราะการที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคงมีบทบาทสำคัญ ทำให้โครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด
ท่ามกลางบรรยากาศ “ความคึกคัก” ในฝั่ง “กองทุนรวม” กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมที่นักลงทุนใช้เกาะกระแสนโยบายเศรษฐกิจ “กรุงเทพธุรกิจ” สำรวจมุมมองเหล่าผู้จัดการกองทุน พบ “3 ธีมลงทุน 4 กองทุนเด่นรับนโยบายรัฐบาลใหม่” โดยโฟกัสกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย “ภูมิใจไทย + พรรคร่วม”
จากการวิเคราะห์นโยบายหลักของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่เล็งเป้าไปที่ 3 ธีมกองทุนเด่น “รับนโยบาย 10 Plus” คาดว่าจะสร้าง “ผลตอบแทนโดดเด่น”
ธีมแรก “กระตุ้นการบริโภค” กองทุนหุ้นกลุ่มพาณิชย์และอุปโภคบริโภค รับนโยบายเด่น “คนละครึ่ง พลัส” (รัฐช่วยจ่าย 50% วงเงิน 4.4 หมื่นล้าน) และการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3 บาท ช่วยเพิ่มกำลังซื้อในกระเป๋าประชาชนโดยตรง และลดต้นทุนให้ผู้ประกอบกอบ
ธีมที่สอง “เดินหน้าเมกะโปรเจกต์”กองทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมฯ จากโครงการแลนด์บริดจ์ และ Smart City โครงการก่อสร้างเดิมที่ค้างคา จะถูกเร่งผลักดันต่อ คาดมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนในครึ่งปีหลังจะเป็นบวกต่อกลุ่มก่อสร้างขนาดใหญ่
ธีมที่สาม “รับกระแสฟันด์โฟลว์” เมื่อการเมืองนิ่ง ฟันด์โฟลว์ต่างชาติจะกลับเข้า “หุ้นใหญ่” หนุนกองทุนหุ้นบิ๊กแคป ก่อนและรับนโยบายเด่น การสนับสนุน SMEs (เงินกู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท) และมาตรการแก้หนี้เมื่อเศรษฐกิจฐานรากถูกกระตุ้น คุณภาพสินทรัพย์จะดีขึ้นเน้นกองทุน“หุ้นธนาคารใหญ่”ที่ปันผลสูงหรือกลุ่มสินเชื่อรายย่อยจึงได้ประโยชน์ตามไปด้วย
“ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์” Managing Director, Head of Fund Managemen บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ระบุว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่เร็วและมีเสียงข้างมากเด็ดขาด จะช่วย “ปลดล็อกความกังวลของนักลงทุนต่างชาติ” ส่งผลให้กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง
“ความชัดเจนทางการเมืองคือการปลดล็อกที่สำคัญที่สุด หุ้นใหญ่ใน SET50 จะเป็นหัวหอกในการนำตลาดรอบนี้ เนื่องจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่สูงจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาเพิ่มน้ำหนักในไทย”
“พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ ชี้ว่า ในช่วงที่ “ความเชื่อมั่น” กลับมา หุ้นที่มีศักยภาพการเติบโต (Growth Stock) อย่างหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีพื้นฐานดี จะมีแรงดีดกลับที่แรงกว่าตลาดทั่วไป
“เรามองหา Alpha ในกลุ่ม Growth Stock ผ่านกองทุนอย่าง ONE-THAIGROWTH สามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ อนึ่ง บลจ. วรรณ มีบริษัทลูกในเครือ บล. ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ”
ขณะที่ แม้บรรยากาศจะเป็นบวก แต่ผู้จัดการกองทุนต่าง ๆ เตือนว่า “การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น” ความท้าทายที่แท้จริง คือ “วินัยการคลัง” นโยบายประชานิยมที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล (กว่า 1.4 แสนล้าน) อาจกดดันระดับหนี้สาธารณะ และ “การเติบโตที่ไม่เท่ากัน” เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะโตแบบ “Subdued Recovery” (ฟื้นตัวช้า) ที่ประมาณ 2.1-2.2%
แม้ตลาด Rally ยังต้องระวังแรงขาย “Sell on Fact” หลังจัดตั้ง ครม. เสร็จสิ้น ดังนั้น แนะนำนักลงทุนเน้นสะสมกองทุนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐที่ชัดเจน เพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายทางการคลังในอนาคต





