ราคาโลหะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง “ทองโลก” นิวไฮ 9 วันติด “แร่เงิน” ทะลุ 120 ดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามรอยทองแดง นักวิเคราะห์เตือนโลหะมีค่าสินทรัพย์ปลอดภัยเสี่ยงหลุดปัจจัยพื้นฐาน ตลาดกำลังพัง “สมาคมค้าทองคำ” ชี้ยุคตื่นทอง หลังภูมิรัฐศาสตร์ระอุขึ้น ทรัมป์ป่วนรายวัน มีโอกาสดันทองไทยแตก 1 แสนบาท หาก ทองโลกขึ้น 40% แตะ 6,000 ดอลลาร์
ราคาทองคำโลกขึ้นต่อเนื่องในวันที่ 29 ม.ค.2569 พุ่งทำสถิติใหม่เหนือระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5,600 ดอลลาร์ ขึ้นร้อนแรงติดต่อกัน 9 วันทำการ จากแรงกดดันเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และการที่นักลงทุนหนีจากพันธบัตร และสกุลเงินของรัฐบาล ไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้
ราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดตลอดกาลรอบใหม่ 5,595.47 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระหว่างซื้อขายเมื่อวานนี้ก่อนย่อตัวเคลื่อนไหวที่ 5,549.93 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 15.33 น.ตามเวลาสิงคโปร์ หรือปรับตัวขึ้น 2.5%
ราคาทองคำขึ้นสูงสุดถึง 3.3% ต่อจากการพุ่งขึ้น 4.6% เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2569 เป็นการขึ้นรายวันแรงสุดนับตั้งแต่ช่วงพีกของการระบาดโควิด-19 เดือนมี.ค.2020 โดยโลหะมีค่าปรับขึ้นรุนแรงปีนี้จากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น และกังวลความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นปัจจัยหนุนกระแสการลงทุนแบบ “Debasement trade” หรือการขายสินทรัพย์เงินสกุลหลัก แล้วหนีไปหาสินทรัพย์ที่ไม่ถูกลดค่า เช่น ทองคำ
ขณะที่ราคาเงินในตลาดสปอต (spot silver) ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลรอบใหม่แตะระดับ 120.45 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระหว่างการซื้อขายวันที่ 29 ม.ค.ก่อนย่อตัวที่ 118.25 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หรือบวกขึ้น 1.4%
ด้านราคาทองแดง (copper) แม้ไม่อยู่กลุ่มโลหะมีค่า (precious metal) แต่เป็นโลหะสำคัญในอุตสาหกรรมที่ปรับขึ้นสูงสุดรอบ 16 ปี โดยเพิ่มขึ้น 7.9% ในตลาดซื้อขายโลหะลอนดอน (LME) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 14,125 ดอลลาร์ต่อตัน จากกระแสการซื้อขายเชิงเก็งกำไรอย่างเข้มข้นในจีน จากความคาดหวังต่อการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้น
ในปี 2026 ราคาทองคำโลกปรับขึ้นแล้วกว่า 27% ต่อเนื่องจากการพุ่งขึ้นถึง 64% ในปี 2025 ขณะที่ราคาเงินขึ้นไปแล้วเกือบ 65% ในปีนี้ ต่อเนื่องจากที่ปรับตัวขึ้นกว่า 145% ในปี 2025
หวั่นตลาดโลหะมีค่ากำลังพัง
แรงปรับขึ้นนี้ได้ยกทั้งกลุ่มโลหะมีค่า ตั้งแต่แพลทินัมไปจนถึงพัลลาเดียม รวมถึงโลหะพื้นฐาน (base metals) ด้วย
เอ็ด ยาร์เดนี ประธานบริษัทยาร์เดนี รีเสิร์ช กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า บริษัทคาดการณ์ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วว่าราคาทองคำจะเข้าภาวะ melt-up หรือปรับขึ้นรุนแรงช่วงสั้น "แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นภาวะ melt-up ขยายครอบคลุมโลหะมีค่า โลหะพื้นฐานจำนวนมาก และแร่หายาก”
“ราคาเงิน” ปรับตัวแรงกว่าทองคำโดยรับแรงหนุนจากบทบาทในฐานะ “โลหะอุตสาหกรรม” ความต้องการจากภาคพลังงานแสงอาทิตย์ อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตไฟฟ้า ช่วยเสริมแรงขาขึ้นในตลาดที่มีข้อจำกัดด้านอุปทานอยู่แล้ว
นิกกี ชีลส์ จากบริษัท MKS PAMP กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า เรียกได้ว่าตลาดโลหะมีค่ากำลัง ‘พัง’ จากความผันผวนที่ไม่เคยเกิดขึ้น
นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาของโลหะมีค่าถูกขับเคลื่อนจากอุปสงค์-อุปทานจริงน้อยลง แต่เป็นไปตามกระแสเงินทุนที่ผันผวนแรงส่งผลให้เกิดการแกว่งตัวรุนแรง และการเบี่ยงเบนจากปัจจัยพื้นฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“โลหะมีค่าปรับตัวขึ้นรุนแรงช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และอยู่ภาวะซื้อมากเกินไปในเชิงกลยุทธ์” ชีลส์ กล่าว
ด้านแมกซิมิเลียน โทเมอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้จัดการพอร์ตการลงทุนร่วมของบริษัท กาเลนา แอสเซท แมเนจเมนท์ เห็นพ้องว่า การเคลื่อนไหวของราคาล่าสุดแทบไม่เกี่ยวข้องปัจจัยพื้นฐาน แต่เป็นผลจากการอ่อนค่าของหน่วยอ้างอิงราคา โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์ ที่มีความสำคัญ เนื่องจากทองคำมีลักษณะคล้ายสกุลเงิน และเมื่อค่าเงินที่ใช้ตั้งราคาอ่อนลง ราคาทองจะปรับสูงขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งวัดความแข็งแกร่งของค่าเงินสหรัฐเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก ลดลงเกือบ 11% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
สะเทือนโลก ‘ทอง’ พุ่งแรงทุบทุกสถิติ
ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกได้สะท้อนถึงราคาในประเทศ โดย ราคาทองคํา วันที่ 29 ม.ค.2569 พุ่งแรงทะลุ 81,000 บาท โดยราคาทองคำเปิดตลาดพุ่งพรวด 3,700 บาท ระหว่างวันผันผวนถึง 44 ครั้ง ณ 15.00 น. ราคาทองปรับขึ้น 3,950 บาท ทองแท่ง ขายออก 81,650 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 82,450 บาท
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาวะตลาดทองคำโลก และทองไทยเผชิญความผันผวนหนัก ซึ่งมีปัจจัยหนุนสำคัญจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับอิหร่าน รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายจากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เปลี่ยนรายวัน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลก และความเชื่อมั่นของตลาดตกอยู่ภาวะปั่นป่วน
“ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มลดความเชื่อมั่นเงินดอลลาร์แล้วหันมาสะสมทองคำสำรองเพิ่มขึ้นแทน”
สำหรับความไม่แน่นอนส่งผลตรงต่อการพุ่งขึ้นของราคาทองคำ โดยอยู่วงการทองคำมาเกือบ 70 ปี ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ ซึ่งราคาพุ่งสูง และไม่หยุดพักเช่นนี้มาก่อนถือว่า “ผิดปกติ“ พบว่าในเวลาไม่ถึงเดือนตั้งแต่เปิดปีมา 29 วัน พุ่งเกือบ 17,000 บาท
รวมทั้งสถิติย้อนหลัง 40 ปี โดยเฉลี่ยแล้วราคาทองคำปรับขึ้นเพียงปีละ 8-9% แต่ช่วงโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามารอบนี้ โดยปี 2567 ปรับขึ้น 28% ต่อมาปี 2568 ราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง 65% และต่อเนื่องปี 2569 เพียงแค่เดือนแรกปีนี้ราคาปรับขึ้นเกิน 20% เป็นการปรับฐานรุนแรง และเร็วเกินกว่าปกติ
เตือนยุคตื่นทองราคาแตะ “แสนบาท”
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำต่อจากนี้หากราคาทองคำรักษาโมเมนตัมการเติบโต และหากปีนี้ราคาปรับตัวขึ้น 40% ไม่ต้องถึงระดับ 60% เช่นปีก่อน เป้าหมายราคาทองคำโลกอาจพุ่งไปถึง 6,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งทองไทยทะลุ 90,000 บาทแล้ว
และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทองไทยยังขึ้นไปถึงระดับ 100,000 บาท ในที่สุดเพราะความผันผวนค่าเงินบาทมีผลตรงต่อราคาทองไทย และหากเงินบาทอ่อนค่าหรือแข็งค่าทุก 10 สตางค์ จะทำให้ราคาทองเปลี่ยนไปถึง 210 บาท และความผันผวนยังอยู่ระยะยาว หากทรัมป์ยังอยู่ในตำแหน่ง
ทั้งนี้ เตือนนักลงทุนระยะสั้นให้ระวังอย่างสูงจากการเก็งกำไรที่รุนแรงเกินไปเนื่องจากอาจเกิดการปรับฐานราคาได้ทุกเมื่อ มีความเสี่ยงที่ถูกบังคับขาย (Margin Call) หากราคาเหวี่ยงตัวผิดทาง
“จากกลุ่มกองทุนเก็งกำไรเข้ามาเก็งกำไรตลาดฟิวเจอร์ส (Futures) หนัก โดยกองทุนขนาดใหญ่เป็นผู้เล่นหลักที่ควบคุมทิศทางราคาตลาดล่วงหน้า ซึ่งปริมาณการซื้อขายในตลาดเหล่านี้สูงกว่าปริมาณทองคำที่มีอยู่จริงในโลก”
รวมทั้งการเข้าซื้อยังทำได้สำหรับผู้มี “เงินเย็น และเน้นลงทุนระยะยาว” เนื่องจากเป้าหมายระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ โดยรอจังหวะราคาย่อตัวลงราว 200-300 ดอลลาร์ แล้วจึงทยอยสะสม เพื่อความปลอดภัยของสินทรัพย์ในสภาวะโลกปั่นป่วน
ขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ยุค “ตื่นทอง” อีกครั้ง นักลงทุนควรแยกแยะระหว่างการลงทุนเพื่อมูลค่าระยะยาวกับการเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
เฟทโก้ชี้ทรัมป์ป่วนโลก ดันทองขยับรายวันถึง 3,000 บาท
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุว่า เป็นช่วงเวลาที่ราคาทองคำสูงเป็นประวัติการณ์อย่างไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน ล่าสุด ราคา Spot ทะยานเหนือระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่งในไทยทะลุ 80,000 บาท หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 2,000 บาท และราคาทองคำผันผวนสูงมากบางช่วงขยับขึ้นวันละ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่อเนื่องกันหลายวัน
นอกจากนี้ความเสี่ยงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง จากการเผชิญหน้าของมหาอำนาจ (Extreme Polarization) ระหว่างสหรัฐกับจีนทำให้เกิดการแบ่งขั้วอย่างสุดโต่งระหว่างสองฝ่าย
รวมทั้งระเบียบโลกเดิมจบลงแล้ว และกำลังเข้าช่วง “Never Normal” ซึ่งจะเต็มไปด้วยความผันผวน และการใช้อำนาจกดดันกันทุกรูปแบบ โดยสหรัฐเริ่มใช้มาตรการลงโทษกับประเทศที่เป็นพันธมิตรหรือทำธุรกิจกับฝ่ายตรงข้าม เช่น รัสเซีย อิหร่าน จีน
ทั้งนี้ เมื่อความไม่แน่นอนสูงขึ้นกระแส De-dollarization เกิดจากความต้องการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องหลักของโลก เนื่องจากหลายประเทศเริ่มไม่วางใจ และกลัวว่าเงินสำรองอาจถูกยึดหรือได้รับผลกระทบจากมาตรการลงโทษทางการเงิน และเมื่อความเชื่อมั่นดอลลาร์สั่นคลอน ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ที่ผู้คนเลือกใช้พักเงิน
รวมถึง การเข้าซื้อของมหาอำนาจประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง จีน และอินเดีย เริ่มเทขายดอลลาร์ และเปลี่ยนมาสะสมทองคำแทนเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการเผชิญหน้ากับสหรัฐ
ทองคำถูกจับตามองเป็นพิเศษอีก 3 ปี
ดร.กอบศักดิ์ มีมุมมองต่อราคาทองคำระยะข้างหน้าว่า ด้วยภาวะ Never Normal โลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกใหม่ (Changing World Order) ซึ่งจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในอีก 3 ปีข้างหน้า ตามวาระของผู้นำสหรัฐ โดยส่งผลให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ” ถูกจับตามองเป็นพิเศษท่ามกลาง “มรสุม” และโลกจะไม่กลับไปสงบเหมือนเดิมในเร็วๆ นี้
“การที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเร็ว ขึ้นวันละ 2,000 บาทในไทย สะท้อนความตื่นตระหนก และการปรับสมดุลของระเบียบโลกใหม่”
ทั้งนี้ เตือนนักลงทุนช่วงราคาทองสูงขนาดนี้ว่า ห้ามทุ่มเงินจนหมดตัว อย่าขายบ้านขายช่องมาลงทุน เพราะหากสถานการณ์พลิกผันอาจเกิดความเสียหายอย่างหนักได้ ต้องประเมินระดับความเสี่ยง เปรียบเหมือนทักษะว่ายน้ำ “ว่ายน้ำไม่แข็ง” (รับความเสี่ยงได้ต่ำ) ไม่ควรลงไปเผชิญกับคลื่นลมแรงในตลาดทองคำช่วงนี้ แต่หากต้องการลงทุนจริงๆ ให้ทำเพียง “พอประมาณ” เท่านั้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





