นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมไทย จากการศึกษาพบว่า แม้ปัจจุบันกองทุนมีเงินสะสมมหาศาลระดับล้านล้านบาท แต่โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง ขณะที่จำนวนผู้เกษียณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กำลังบีบให้ระบบเผชิญความเสี่ยงอย่างหนัก
เขาเปรียบเทียบระบบปัจจุบันว่า เหมือน “บุฟเฟต์ที่อาหารใกล้หมด” โดยแรงงานรุ่นแรกที่เข้ามาได้รับสิทธิประโยชน์เต็มที่ แต่แรงงานรุ่นใหม่ที่ต้องส่งเงินสมทบต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี อาจเหลือเพียง “ข้าวเปล่า” หากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง
ดร.กอบศักดิ์ พร้อมย้ำว่า หากเราเริ่มปรับโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบจะยังไม่รุนแรง เช่น ปรับเงินสมทบหรือลดสิทธิประโยชน์เพียง 15% แต่หากปล่อยจนถึงทางตัน สิทธิประโยชน์อาจถูกลดลงครึ่งหนึ่ง หรือแรงงานต้องแบกรับเงินสมทบเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศทั้งยุโรปและสหรัฐฯ
สำหรับทางรอดนั้น ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า การปฏิรูปกระบวนการลงทุน เป็นหัวใจสำคัญ เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนจะเป็นตัวกำหนดอายุของกองทุน หากเน้นความปลอดภัยสูงสุดด้วยการฝากธนาคาร ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 2% อาจทำให้ผู้เกษียณมีเงินใช้ถึงอายุ 70 ปีเท่านั้น แต่หากยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยนำเงินครึ่งหนึ่งไปลงทุนในตลาดทุน จะช่วยยืดอายุการใช้เงินได้ถึง 80–82 ปี เนื่องจากในระยะยาวหุ้นมักให้ผลตอบแทนสูงกว่า แม้จะมีความผันผวนบ้างก็ตาม
เสนอโมเดลใหม่บริหารกองทุน
พร้อมกันนี้ ดร.กอบศักดิ์ ยังเสนออีกว่า ควรปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเงินลงทุนให้มีความเป็นมืออาชีพ โดยใช้โมเดลคล้ายธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่บริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ คือแบ่งสัดส่วนเงินทุนมาบริหารเองบางส่วน และอีกส่วนหนึ่งจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วย เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ หากผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียง 0.5–1% ก็สามารถยืดอายุกองทุนออกไปได้อีกกว่า 5 ปี
ตั้งหน่วยงานอิสระดูแล
นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานหรือสำนักงานเฉพาะที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน บัญชี และเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เข้ามาดูแลเงินสมทบของประชาชนโดยตรง พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินผลการลงทุนอย่างโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าเงินสมทบที่แรงงานจ่ายไปจะงอกเงยและคืนกลับมาอย่างคุ้มค่า ลดแรงกดดันทางการเมือง และสร้างเสถียรภาพให้กองทุนดูแลผู้ประกันตนได้ในระยะยาว





