ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ปิดตลาดวันนี้ 27 ม.ค. 69 ที่ 1,334.45 จุด ถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 1 ปี ปรับเพิ่ม 27.38 จุด หรือ 2.09% มูลค่าการซื้อขาย ที่ 54,242 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีปรับสูงสุด 29.43 จุด
ขณะที่การซื้อขายตั้งแต่ต้นปีต่างชาติพลิกซื้อสุทธิรวม 7,341.91 ล้านบาท รายย่อยซื้อสุทธิ 10,060.30 ล้านบาท สวนทางกองทุนขายสุทธิ 26,483.67 ล้านบาท
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า หุ้นไทยวานนี้ ฟื้นตัวแรง ปรับตัวขึ้นแรงเกือบ 30 จุด หรือ 2% ตามตลาดเอเชีย รีบาวด์หลังจากลงไปเมื่อวาน แรงหนุนจากเซ็นทริเมนต์หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นเมื่อคืนนี้ เก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 4 ของหุ้นกลุ่ม MAG7 เช่น Microsoft, Meta, Tesla, Apple ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ทำให้เป็นเซ็นทริเมนต์เชิงบวกต่อ DELTA เป็นแรงผลักดันหลัก
ในขณะที่ ประเมินแรงซื้อต่างชาติทยอยเข้ากลุ่มวัฏจักร เช่น พลังงาน PTT และปันผลสูง เช่น สื่อสาร ADVANC ธนาคาร SCB BBL
โดยมองเม็ดเงินต่างชาติทยอยเข้าต่อเนื่อง หลังนักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ตลงทุน (Portfolio rebalancing) เข้าหุ้นวัฏจักร (Cyclical) หุ้นคุณค่า (Value) และหุ้นปันผล (Dividend) ที่มี valuations ถูกกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงไทยที่ซื้อขายบน 2569 PER ที่ 13.4 เท่า อาเซียนที่ราว 12.5 เท่า และตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P500) ราว 22.3 เท่า
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วง 1 เดือนข้างหน้าคาดกรอบดัชนีอยู่ราว 1,300-1,350 จุด ประมาณการกำไรตลาด ถูกปรับขึ้น 0.9% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา นำโดยกลุ่มธนาคาร กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มสื่อสาร
แต่คาดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ , ความไม่แน่นอนทางการเมือง และเม็ดเงินไหลเข้าจากต่างชาติส่วนใหญ่มาจาก program trading ซึ่งอาจสะท้อนการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น-เร็ว อาจจำกัดอัพไซด์
โดยหากอิงสถิติในอดีต พฤติกรรมการเล่นรอบของนักลงทุนต่างชาติมักอยู่ราวๆ 80-100 จุด ดังนั้น ในรอบนี้ อาจจะเห็นกรอบบนดัชนีอยู่ราว 1,340-1,350 จุด
สำหรับ แนะกลยุทธ์ลงทุน เน้น Buy on Dips ใน 2 กลุ่ม ทั้ง คือ หุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ-กำไรโตได้ แม้การเมืองไม่แน่นอน ( domestic play ) ได้แก่ โรงไฟฟ้า GULF, ห้างฯ CPN, เครื่องดื่ม OSP, โรงพยาบาล BH, สื่อสาร ADVANC, TRUE, โรงแรม CENTEL และ Earnings-back global play เชื่อมเศรษฐกิจโลกและกำไรหนุน ได้แก่ โรงกลั่น TOP
นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์( บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า หุ้นไทยวานนี้ปรับขึ้นแรงกว่า 30 จุด คาดหนุนจากฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่อาจเข้าซื้อหุ้นไทยดักคาดการณ์ MSCI ปรับเกณฑ์วิธีคำนวณโดยจะพิจารณา free float ส่งผลให้จะมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดอินโดนีเซีย ไปเข้าตลาดอื่นในภูมิภาครวมถึงไทยที่ได้อานิสงค์บวก
โดยประเมินแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ราว 1,340 -1,350 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเดิมในช่วงเดือน ต.ค. ปีที่ผ่านมา ขณะที่แนวรับมองบริเวณ 1,300 จุด ซึ่งเป็นแนวต้านเดิมก่อนหน้า
"มองไปข้างหน้าเราเชื่อว่าแนวโน้มตลาดยังเป็นบวกต่อ บนความคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง ภาพการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทยที่ชัดเจนขึ้น โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้ YoY ตั้งแต่เดือน ก.พ. นี้ หุ้นแนะนำเลือก TOP CENTEL"
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า
โดยรวมหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพิงการนำเข้าได้รับปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาทในช่วงสามวันทำการ ที่อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากราว 30.5 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ราว 31.3 บาทต่อดอลลาร์
การอ่อนค่าของค่าเงินบาท คาดว่าเกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาโลหะมีค่า เช่น ราคาทองคำที่มีการพักฐานจากการขายทำกำไรของนักลงทุน ทั้งนี้ ทองคำและโลหะมีค่าอื่น ๆ ถือเป็นวัตถุดิบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อราคาของโลหะมีค่าปรับตัวลดลงก็ย่อมส่งผลดีต่อราคาหุ้นในกลุ่มนี้ เนื่องจากนักลงทุนอาศัยปัจจัยการพักฐานของโลหะมีค่าเหล่านี้เข้ามาประกอบการตัดสินใจเข้าลงทุน
อีกทั้งกลุ่มนี้มีหนี้ค่อนข้างน้อย กระแสเงินสดอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับพื้นฐานของธุรกิจที่ดีนั้น ส่งผลต่อความคาดหวังของนักลงทุนว่าราคาหุ้นในกลุ่มนี้น่าจะยังฟื้นตัวได้
สำหรับ ปัจจัยเฉพาะธุรกิจ หุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นตามราคาหุ้นบริษัทแม่ในไต้หวันที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 40% จากในเดือน ธ.ค. ที่ราว 886 ดอลลาร์ไต้หวัน มาที่ 1,260 ดอลลาร์ไต้หวันในปัจจุบัน ด้าน HANA และ KCE ยังถูกกดดันจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ และผลกำไรที่ไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี (P/E)ยังอยู่ที่ราว0.5และ0.64 สะท้อนราคาที่ไม่แพงมากจนเกินไป





