ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ยิ่งทำให้ “ทองคำ”กลับมาโดดเด่นอย่างมาก ล่าสุดราคา “ทองคำ” ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยืนเหนือระดับ 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อออนซ์ ดันราคาทองไทยปรับตัวเหนือ 75,000 บาท สถานการณ์นี้ทำให้ “แบงก์ชาติ”หรือธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ยิ่งเผชิญโจทย์ยากยิ่ง
ในการเข้าไปกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะ ผ่านแอปพลิเคชันที่เป็นเงินบาท เพื่อลดแรงกดดันต่อ “ค่าเงินบาท” ท่ามกลางราคาทองที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายกสมาคมค้าทองคำ มองว่าขณะนี้กลุ่มผู้ค้าทองคำจำนวน 14 ราย ยังคงอยู่ในภาวะรอความชัดเจน เนื่องจากยังไม่ทราบรายละเอียดอย่างเป็นทางการว่ามาตรการกำกับดูแลจะออกมาในรูปแบบใด และมีขอบเขตการบังคับใช้อย่างไร
ดังนั้น ผู้ค้าทองคำยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน เนื่องจากข้อมูลยังไม่ครบถ้วน แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายคาดหวังคือ การชี้แจงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจาก ธปท. เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และไม่กระทบต่อระบบการจัดการเดิมที่ดำเนินการอยู่
ในมุมของสถานการณ์ตลาดทองคำ มองว่าราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรงเกินความคาดหมาย โดยล่าสุดราคาทองคำโลก (Gold Spot) ทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้แล้ว และมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปีนี้ หลักๆมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก และผลักดันให้เงินทุนไหลเข้าสู่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับราคาทองคำในประเทศที่ขยับขึ้นเหนือระดับ 75,000 บาทต่อบาททองคำแล้ว ดังนั้นแนะนำว่า หากนักลงทุนที่มี “เงินเย็น” ยังสามารถทยอยเข้าซื้อสะสมได้ แนวโน้มระยะยาวยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะราคาที่ปรับขึ้นแรงอาจนำไปสู่การพักฐานในระยะสั้น
“กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) ระบุว่า วันนี้(28 ม.ค.) จะมีการหารรือร่วมกันระหว่างธปท. และผู้ค้าทอง ที่จะเป็นจุดสำคัญในการหาข้อยุติร่วมกัน เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปผลเกี่ยวกับมาตรการใหม่ได้อย่างชัดเจน
โดยยอมรับว่าบางมาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อาจกลายเป็นภาระต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับผู้ค้าทองคำ แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มผู้ค้าทองคำก็กำลังพยายามปรับระบบภายในไปพร้อมๆ กัน เพื่อรองรับแนวทางกำกับดูแลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับประเด็นการใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายทองคำนั้น แม้จะมีความพยายามผลักดันแนวคิดดังกล่าว แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากยังขาดความชัดเจน รวมถึงยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย และรายละเอียดเชิงเทคนิคบางประการ ทำให้ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในขณะนี้
สำหรับ แนวโน้มราคาทองคำ ปีนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงกว่าที่คาดไว้มาก โดยได้ปรับเป้าหมายราคาทองคำโลกขึ้นไปที่ระดับ 6,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่เคยมองไว้ราว 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งจะเทียบเท่าราคาทองคำแท่งในไทยที่ราว 88,000 บาทต่อบาททองคำ ปัจจัยหลักที่หนุนราคาทองคำในรอบนี้ คือ ภาวะ “การเสื่อมศรัทธาในเงินดอลลาร์” ซึ่งถือเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว
“ขณะนี้เริ่มเห็นการลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเงินดอลลาร์ ขณะที่หลายประเทศ และนักลงทุนหันมาเพิ่มการถือครองทองคำมากขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งยังไม่สะท้อนผลบวกต่อราคาทองคำอย่างเต็มที่ อาจกลายเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมในระยะถัดไป”
โดยหากดูการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปีนี้มีลักษณะรุนแรงหรือ “Aggressive” อย่างชัดเจน โดยเพียงเดือนเดียวราคาปรับขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกับการปรับขึ้นทั้งไตรมาสของปีก่อน จากต้นปี 2569 ราคาทองคำโลกปรับขึ้นแล้วราว 16% ขณะที่ราคาทองคำในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 12-13% หรือราว 8,000-9,000 บาทต่อบาททองคำ
เชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ต และบริหารการลงทุนแบบผสมผสานระหว่างการซื้อขายระยะสั้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





