background-default

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม 2569

Login
Login

BAM ดัน“ทรัพย์มหาชน” ทะลุ 5พันยูนิต จาก NPA หนุนคนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อบ้าน

BAM ดัน“ทรัพย์มหาชน” ทะลุ 5พันยูนิต จาก NPA หนุนคนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อบ้าน

BAM ตั้งเป้าปี 69 "โครงการทรัพย์มหาชน" อีก 4,000–5,000 ยูนิต หลังนำสินทรัพย์ NPA 3 หมื่นรายการ BAM ดันเข้าโครงการเข้าถึงสินเชื่อบ้านไม่ต้องผ่านธนาคาร ไม่ต้องมีสลิปเงินเดือน ผ่อนโดยตรงไปแล้ว 1,000 ยูนิต

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM มองว่าบ้านราคาแสนกว่าบาท อาจถูกกว่านาฬิกาหรูบางเรือน แต่สำหรับใครบางคน มันคือ ความมั่นคงทั้งชีวิต เรามักพูดกันเสมอว่า “การมีบ้าน” คือรากฐานของครอบครัว และเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความมั่นคงของสังคม

แต่ในความเป็นจริง คนทำงานสุจริตจำนวนไม่น้อย กลับเข้าไม่ถึงสิ่งที่เรียกว่า บ้าน ไม่ใช่เพราะเขาไม่ขยัน ไม่ใช่เพราะเขาไม่รับผิดชอบ แต่เพราะเขาอยู่นอกระบบ ของระบบการเงินแบบเดิม ฟรีแลนเซอร์ แม่บ้าน คนขับแท็กซี่ คนขับวินมอเตอร์ไซค์ ไบค์ไรเดอร์ ผู้สื่อข่าวอิสระ ช่างภาพ คนเหล่านี้ มีรายได้จริง มีวินัยในการทำงาน มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ แต่ไม่มี “สลิปเงินเดือน” และเมื่อไม่มีสลิปเงินเดือน ประตูของการเป็นเจ้าของบ้านก็แทบไม่เคยเปิดให้พวกเขาเลย

ทั้งที่สิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ ไม่ใช่ความหรูหรา แต่เป็นเพียง พื้นที่เล็ก ๆ ที่เรียกว่า “บ้านของตัวเอง” นี่จึงเป็นจุดตั้งต้นของแนวคิด “ทรัพย์มหาชน”

เพราะในสายตาระบบสินเชื่อแบบเดิม คนกลุ่มนี้แทบจะถูกมองว่า “ไม่มีตัวตน” อย่าว่าแต่การกู้ซื้อบ้าน แม้แต่การขอบัตรเครดิต หรือสินเชื่ออเนกประสงค์ ก็แทบเป็นไปไม่ได้ ตัวเลขสะท้อนความจริงข้อนี้อย่างชัดเจน ในปี 2568 อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) พุ่งสูงถึง 50% หมายความว่า ในทุก ๆ 100 คนที่เดินเข้าไปขอกู้เงินซื้อบ้าน มีถึงครึ่งหนึ่งที่ถูกปฏิเสธ สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ในขณะที่อีกด้านหนึ่งประเทศไทยกลับมีบ้าน คอนโดมิเนียม และทาวน์เฮาส์ร้างรวมกันมากกว่า 700,000 หน่วย

ภาพที่เกิดขึ้นจึง  ย้อนแย้งอย่างยิ่ง บ้านมีอยู่มากแต่คนจำนวนมาก ไม่มีบ้าน สภาพคล่องมีอยู่ในระบบ แต่ไม่ไหลไปถึงมือ คนตัวเล็ก และนี่ไม่ใช่ Pain point ของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ประเทศเรามีบ้านพอหรือไม่ แต่คือ “เราจะออกแบบระบบ ให้บ้านที่มีอยู่ ไปถึงมือคนที่ต้องการจริงได้อย่างไร”

ความเป็นจริงของระบบการเงินในวันนี้คือ ทั้งธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ต่างก็มีทรัพย์ NPA ที่ไม่เคลื่อนไหว ทรัพย์เหล่านี้ถูกพักไว้ เปรียบเสมือนถูกแช่แข็งอยู่ใน “ตู้เย็น” มาเป็นเวลานาน เฉพาะ BAM มีทรัพย์ลักษณะนี้เกือบ 30,000 รายการ

บางรายการอยู่ในความดูแลยาวนานถึง 10 – 15 ปี และยิ่งถือครองไว้นานเท่าไร ภาระต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการดูแล และการตั้งสำรองก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่เพียง “จะช่วยคนตัวเล็กอย่างไร” แต่คือคำถามที่ลึกและใหญ่กว่านั้น “จะทำอย่างไรให้ทรัพย์ที่หยุดนิ่ง กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง” แนวคิด “ทรัพย์มหาชน” จึงไม่ได้เริ่มจากการทำ CSR แต่เริ่มจากการแก้โจทย์จริงของระบบเศรษฐกิจ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา BAM เปิดโครงการทรัพย์มหาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ สามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ไม่ต้องมีสลิปเงินเดือน สามารถผ่อนตรงกับองค์กรได้ ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเศษ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนกว่าที่คาด ทรัพย์ถูกส่งต่อไปแล้ว 1,074 ยูนิต          

ราคาตั้งแต่ประมาณ 100,000 บาท ไปจนถึงเกือบ 3 ล้านบาท กลายเป็นกลุ่มทรัพย์ที่ขายดีที่สุดของปีที่ผ่านมา หัวใจของโครงการนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ราคาที่เข้าถึงได้” แต่คือ “การออกแบบโอกาส” โอกาสที่ทำให้ทรัพย์ซึ่งเคยหยุดนิ่ง กลับมามีชีวิต และสร้างคุณค่าให้กับทั้งผู้คน องค์กร และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ผู้ซื้อสามารถเริ่มผ่อนได้ตั้งแต่ เดือนละ 500 บาท หากมีเงินมากก็สามารถใส่เงินผ่อนเพิ่มได้ หากมีเงินน้อยก็ผ่อนน้อยตามกำลัง และหากสามารถปิดบัญชีได้ภายใน 3 ปี จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน สำหรับคนตัวเล็ก นี่ไม่ใช่แค่เงื่อนไขทางการเงิน แต่มันคือ เงินก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่งในชีวิต

โครงการนี้มีเรื่องเล่ามากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ แม่บ้านบริษัทคนหนึ่ง ที่ตัดสินใจซื้อแฟลตการเคหะ พื้นที่เพียง 35 ตารางเมตร เป็นบ้านเก่า โทรม และไม่สวยงามในสายตาคนเมือง แต่สำหรับคนที่เคยเช่าบ้านอยู่ในชุมชนแออัด ที่แห่งนี้คือ “สวรรค์บนดิน” เธอเปลี่ยนเงินค่าเช่าเดิม เดือนละประมาณ 3,700 บาท มาเป็นเงินผ่อนบ้าน และพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมจำไม่ลืมว่า “ความภาคภูมิใจของแม่ คือการทิ้งบ้านที่ปลอดภาระไว้ให้ลูก” เงินที่ใช้ซื้อบ้านหลังนี้ ไม่ใช่เงินสีเทา แต่คือ เงินสะอาด จากน้ำพักน้ำแรงของคนตัวเล็ก

และในมุมหนึ่ง นี่คือคุณค่าที่ระบบการเงินควรให้การยอมรับ มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในฝั่งขององค์กรทรัพย์ที่เคยเป็นภาระ กลับกลายเป็นทรัพย์ที่มีผู้อยู่อาศัย มีรายได้ และไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่ม บ้านร้างที่เคยเสี่ยงจะกลายเป็นพื้นที่ปัญหา กลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิต นี่คือ CSR in process ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่คือการทำธุรกิจที่สร้างผลลัพธ์ทางสังคมไปพร้อมกัน

หากมองในภาพใหญ่ บ้านมือสองในตลาดวันนี้ มีสัดส่วนถึง 60% ของบ้านทั้งหมด และในจำนวนนี้กว่า 90% มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ อีกส่วนหนึ่งเป็นของธนาคาร คำถามจึงไม่ใช่ว่า “มีบ้านพอหรือไม่” แต่คือ “เราจะออกแบบระบบ ให้บ้านเหล่านี้ไปถึงมือคนที่ต้องการจริงได้อย่างไร”  ปีที่ผ่านมา BAM เพียงทดลอง โครงการทรัพย์มหาชน ในระยะเวลาแค่ 3 เดือน สามารถส่งต่อทรัพย์ได้มากกว่า 1,000 ยูนิต ปีนี้ เป้าหมายอยู่ที่ 4,000–5,000 ยูนิต ไม่ใช่เพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ดีขึ้น แต่เพราะ “โอกาสถูกเปิดให้กับคน ที่ไม่เคยมีโอกาสมาก่อน”

ผมอาจไม่สามารถประกาศบนเวทีใหญ่ได้ว่า อยากให้คนไทยทุกคนมีบ้าน แต่ในเวลาเพียง 3 เดือน โครงการนี้ทำให้คนไทย ได้เป็นเจ้าของบ้านไปแล้วกว่า 1,000 หลัง สำหรับผม นี่คือความหมายของคำว่า walk the talk และนี่คือ “ทรัพย์มหาชน” ที่เปลี่ยนทรัพย์ซึ่งเคยถูกแช่แข็ง ให้กลับมามีชีวิต และกลายเป็น ความมั่นคงที่จับต้องได้ ในชีวิตของคนจริง ๆ