background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม 2569

Login
Login

ตลาดพันธบัตรโลกป่วน แห่ขายสินทรัพย์สหรัฐ จับตา 'ต่างชาติ' เทขายบอนด์ไทยหมื่นล้าน

ตลาดพันธบัตรโลกป่วน แห่ขายสินทรัพย์สหรัฐ จับตา 'ต่างชาติ' เทขายบอนด์ไทยหมื่นล้าน

จับตากระแสเทขายสินทรัพย์สหรัฐ “ยุโรป” ใช้สินทรัพย์สหรัฐเป็นเครื่องมือต่อรอง “เดนมาร์ก” เทขายพันธบัตรสหรัฐ 100 ล้านดอลลาร์ “พันธบัตรไทย” ถูกนักต่างชาติเทขาย 2 วันเฉียดหมื่นล้าน รับแรงกระแทกนักลงทุนทั่วโลกถล่มขายบอนด์สหรัฐ จากแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ “กรุงศรี” มองตลาดพันธบัตรไทยเปราะบาง หลัง “บอนด์ยีลด์ไทย” 10 ปี พุ่งแตะ 1.97% 

การเทขายสินทรัพย์สหรัฐในกระแส “Sell America” และการเทขายพันธบัตร “ญี่ปุ่น” ดันบอนด์ยีลด์พุ่งทั่วโลก ดอลลาร์ร่วง ทองคำทุบสถิติใหม่ เจ้าหนี้รายใหญ่อย่างยุโรปอาจใช้พันธบัตรสหรัฐเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือต่อรองทรัมป์ ขณะที่กองทุนเดนมาร์กประเดิมเทขาย 100 ล้านดอลลาร์

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ตลาดเงิน และตลาดทุนโลกเข้าสู่สภาวะ “Sell America” หรือเทขายสินทรัพย์สหรัฐอย่างหนัก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์ หลังจากความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” และผู้นำฝั่งยุโรปกรณีความพยายามซื้อ “เกาะกรีนแลนด์” รุนแรงขึ้น เมื่อทรัมป์ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มอีก 10% และอาจขยับถึง 25% กับ 8 ประเทศยุโรปที่ต่อต้านแผนการ และกลายเป็นความตึงเครียดต่อตลาดทุนโลกใหญ่สุดขณะนี้

นักลงทุนเริ่มเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์สหรัฐรวดเร็ว โดยราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงรุนแรงทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) พุ่งสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี ทะยานสู่ระดับ 4.295% หรือสูงสุดรอบ 4 เดือน ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี พุ่งแตะ 4.92% สูงสุดรอบ 1 ปี

 

ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) ร่วงลงเกือบ 1% แตะระดับ 98.612 เมื่อวันที่ 21 ม.ค.69 ซึ่งถือเป็นการร่วงลงอย่างรุนแรง ในขณะที่ “เงินยูโร” แข็งค่าขึ้นทันที 0.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์

กฤษณา คูฮา หัวหน้าฝ่ายนโยบายระดับโลกของบริษัท เอฟเวอร์คอร์ ไอเอสไอ ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า นี่คือ ปรากฏการณ์การเทขายสินทรัพย์สหรัฐท่ามกลางภาวะความเสี่ยงระดับโลกที่ขยายวงกว้างขึ้น

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรโลกขณะนี้ยังมาจากแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หลังรัฐบาลญี่ปุ่นยุบสภาเลือกตั้งใหม่วันที่ 8 ก.พ.2569 และกำลังแข่งขันหาเสียงเรื่องการลดหรือยกเลิกภาษีขาย (sales tax) สินค้ากลุ่มอาหาร

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเกือบ 19 จุดเปอร์เซ็นต์ภายใน 2 วัน ซึ่งปรับขึ้นรุนแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ทำสถิติการเพิ่มขึ้นรายวันสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2003 หลังนักลงทุนเตรียมรับมือแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 ม.ค.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอายุ 30 ปี ของหลายประเทศทั่วโลกต่างปรับตัวสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์ 30 ปีของญี่ปุ่นขึ้นไปแตะระดับ 3.724% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี อยู่ที่ 4.894% เยอรมนีสูงสุดรอบ 2 สัปดาห์ อยู่ที่ 3.4701% และสหราชอาณาจักร 5.177% สูงสุดรอบ 2 สัปดาห์เช่นกัน

จับตา ‘ยุโรป’ ใช้สินทรัพย์สหรัฐเป็นเครื่องมือต่อรอง

จอร์จ ซาราเวลอส จากดอยช์แบงก์เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ได้ด้วยการกู้เงินมหาศาลจากต่างชาติมาอุดรอยรั่วจากการขาดดุลการค้า และงบประมาณที่เกินตัว ซึ่งยุโรปเป็นผู้แบกรับภาระนี้ไว้มากที่สุด โดยถือครองทั้งตราสารหนี้ และตราสารทุนสหรัฐรวมมูลค่ากว่า “8 ล้านล้านดอลลาร์” ซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่าของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกรวมกัน

ซาราเวลอสตั้งคำถามสำคัญว่า ในเมื่อปัจจุบันเสถียรภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรตะวันตกกำลังถูกทำลายลงจากนโยบายที่รุนแรงของสหรัฐ เหตุใดยุโรปยังต้องยอมรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่เช่นนี้ต่อไป

หากยุโรปตัดสินใจใช้จุดอ่อนนี้เป็นเครื่องต่อรอง โดยการลดการถือครองสินทรัพย์หรือชะลอการซื้อหนี้ ก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติอย่างสหรัฐได้ทันที

เดนมาร์กเทขายพันธบัตรสหรัฐ ‘100 ล้านดอลลาร์’

สถานการณ์นี้ตอกย้ำด้วยท่าทีของกองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ที่ประกาศเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,100 ล้านบาท ทิ้งทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้

แอนเดอร์ส เชลเดอ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของกองทุนดังกล่าวระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากสิ่งที่บริษัทมองว่าเป็น “สถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ของรัฐบาลสหรัฐ” ท่ามกลางวิกฤติหนี้ของอเมริกา แต่ก็เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐ และเดนมาร์ก หลังจากทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศในยุโรป หากกรีนแลนด์ ดินแดนอาร์กติกของเดนมาร์ก ไม่ถูกขายให้สหรัฐ

เชลเดออ้างถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นของสหรัฐหลังจากการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลมานานหลายทศวรรษ โดยสหรัฐขาดดุลงบประมาณ 1.78 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อปีที่แล้ว ลดลงเพียง 2% จากปีงบประมาณ 2567 เนื่องจากมาตรการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าอย่างกว้างขวาง และสูงของทรัมป์มีผลบังคับใช้

ประกอบกับการที่ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดีส์ (Moody’s) ได้หั่นอันดับเครดิตสหรัฐลงเหลือ Aa1 จาก Aaa ในเดือนพ.ค.ปีที่ผ่านมา โดยอ้างถึงการขาดดุลงบประมาณ และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงซึ่งเกี่ยวข้องกับการต่ออายุหนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง

เตือน ‘บอนด์ไทย’ เปราะบาง

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดพันธบัตรไทยเปราะบางมากขึ้น และมีความไม่แน่นอนสูงจากความเสี่ยงหลายด้าน หลังจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เกิดแรงเทขายในพันธบัตรระยะยาวทั่วโลก

สะท้อนผ่านในช่วง 2 วันก่อนหน้า (19-20 ม.ค.2569) ตลาดพันธบัตรทั่วโลกรวมถึงไทย ได้รับผลกระทบจากแรงขายบอนด์สหรัฐ และมีแรงขายพันธบัตรไทยกว่า 9,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในพันธบัตรระยะยาว รุ่น 10 ปี ทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นใกล้ 2%

แต่วานนี้ (21 ม.ค.69) นักลงทุน “ต่างชาติ” กลับมาซื้อพันธบัตรไทย โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวรุ่น 10 ปี เนื่องจากการประมูลพันธบัตรรัฐบาล วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยต่างชาติมีแรงซื้อสุทธิราว 8,000 ล้านบาทในตลาดพันธบัตรไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นพันธบัตรระยะยาวราว 7,000 ล้านบาท ทำให้บอนด์ยีลด์พันธบัตรระยะยาว รุ่น 10 ปี อยู่ที่ 1.97% ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า แต่ปรับสูงขึ้นมากจาก 1.79% เมื่อ 15 ม.ค.69 ที่ผ่านมา

จับตาบอนด์ไทยเสี่ยงเพิ่ม หากสหรัฐเทขายอีกรอบ

ดังนั้น ยังมีความเสี่ยงต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับขึ้นในอนาคตที่ต้องจับตา คือ คำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐหากตัดสินว่าภาษีศุลกากรของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐอาจต้องออกพันธบัตรเพิ่มเพื่อคืนเงินให้ผู้นำเข้า ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดแรงเทขายพันธบัตรระยะยาวทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อภูมิภาคนี้

และความเสี่ยงจากการเมืองภายใน หากนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองใหญ่ในไทยที่อาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากหลังการเลือกตั้ง อาจเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่ทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่ม และต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น

แต่ในส่วนนี้ เชื่อมั่นว่า กระทรวงการคลังจะพิจารณาการออกพันธบัตรในรุ่นและระยะเวลาที่เหมาะสมหลากหลาย เพื่อบริหารต้นทุน และต้องระวังความเสี่ยงที่นโยบายประชานิยมสุดโต่งอาจส่งผลให้เครดิตเรตติ้งของประเทศถูกลดอันดับในระยะถัดไป

สงครามการค้าสหรัฐ-ยุโรป ทำบอนด์ยีลด์โลกพุ่ง

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเกิดปรากฏการณ์เทขายพันธบัตรทั่วโลก โดยเฉพาะแรงขายทำกำไรจากฝั่งยุโรปที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐถึง 35-40% ของทุนสำรอง

สาเหตุจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และยุโรปที่อาจนำไปสู่มาตรการโต้ตอบทางภาษีรุนแรง ซึ่งจะฉุด GDP ของประเทศในแถบยุโรปลดลงเฉลี่ย 0.2% ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 0.05-0.15% และมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอีกตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะที่ตลาดพันธบัตรไทย นักลงทุนต่างชาติเริ่มเทขายออกมา เพราะขีดความสามารถการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของไทยเริ่มจำกัด โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียง 1 ครั้ง สู่ระดับ1%

วิกฤติเชื่อมั่นดอลลาร์ พ่นพิษตลาดพันธบัตรโลก

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลน.ฟินโนมีนา เปิดเผยถึงสถานการณ์การเทขายพันธบัตรสหรัฐในปัจจุบันว่า มีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลา อิหร่าน และประเด็นเรื่องกรีนแลนด์ 

รวมถึงความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงกับ “กลุ่มนาโต” (NATO) ปัจจัยนี้ทำให้นักลงทุนมองเป็นสัญญาณลบต่อความเชื่อมั่นการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ นำไปสู่การเทขายพันธบัตรจนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

สำหรับตลาดพันธบัตรไทยได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน แต่มีความแตกต่างในแง่ของการชดเชยความเสี่ยงที่ต่ำกว่าตามสภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในประเทศอย่าง “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติเฝ้าระวัง เนื่องจากรัฐบาลต้องรับภาระหนักในการบริหารจัดการต้นทุนการจ่ายผลตอบแทน (Yield) ที่สูงขึ้น นักลงทุนจึงเลือกที่จะขายทำกำไรในตลาดตราสารหนี้ และย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่า

“บอนด์ไทย” เสี่ยงขาดทุน คาด Fund Flow จ่อเข้าหุ้นไทย

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลตอบแทนบอนด์ไทยในปัจจุบันไม่ได้เพิ่มขึ้น “สอดคล้องไปกับความเสี่ยงที่แท้จริง” โดยจากเดือนก.ย.ปี 2568 ผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ที่ราว 1.29% และค่อยๆ ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1.7% และ 1.93% ในปัจจุบันหลังการลดดอกเบี้ยนโยบายทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวถือว่าค่อนข้างน้อยเทียบกับมูลค่าพันธบัตรที่ลดลง และเมื่อมองถึงวัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ใกล้จะสิ้นสุดลง การถือครองบอนด์ไทยในมุมมองนักลงทุนนอกจากจะไม่คุ้มค่าแล้วยังมีความเสี่ยงที่จะขาดทุน

ดังนั้น แรงขายจากตลาดบอนด์ทั้งไทย และต่างประเทศคาดว่าจะส่งผลดีต่อ “ตลาดหุ้นไทย” เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาตลาดที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เช่น ทองคำ และหุ้น อย่างไรก็ตาม หุ้นสหรัฐในปัจจุบันถือว่ามีราคาแพง ดังนั้น ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่างไทยจึงเป็นจุดหมายที่น่าสนใจของนักลงทุนหลายคน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์