นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า สำหรับแผนงานสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ในปี 2569 ได้กำหนดกรอบแผนการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ (Trust) การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation) และส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability) 4 บทบาทหลัก ดังนี้
1.) เสริมสร้างบทบาท SRO (Self-Regulatory Organization) เป็นกลไกคุ้มครองนักลงทุน ผลักดันอย่างต่อเนื่องในเรื่องข้อกำหนดและเงื่อนไขสำหรับผู้ออกหุ้นกู้ที่มีอันดับความเสี่ยงสูง (High-Yield Bond Covenants) โดยตั้งเป้าให้มีการรับฟังความคิดเห็นภายในไตรมาสแรกปีนี้ ทางด้านมาตรฐานการปฏิบัติ พิจารณากรอบการทำงานและมาตรฐานการปฏิบัติของ SRO โดยจะปรับปรุงประกาศที่เกี่ยวข้องทั้งในตลาดแรกและตลาดรองเพื่อให้เกิดมาตรฐานที่เหมาะสม
2.) นวัตกรรม (Innovation) ขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์และบริการข้อมูล มุ่งพัฒนาแอปพลิเคชันและบริการข้อมูลเพิ่มเติม เช่น B-Bond (สำหรับนักลงทุนรายย่อย), i-Bond (สำหรับนักลงทุนสถาบัน), Smart Funding (สำหรับผู้ออกและผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์) พร้อมกันพัฒนาช่องทางใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ดีขึ้น
รวมถึงขยายบริการด้านการประเมินราคา (Pricing) และมูลค่าตราสารหนี้ (Bond Valuation) ปรับปรุงประสิทธิภาพ พัฒนาประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันหลักอย่าง B-Bond อย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงแอปพลิเคชัน: ศึกษาและผลักดันการเชื่อมโยงแอปพลิเคชัน เช่น B-Bond กับนายทะเบียน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน
3.) การพัฒนาความรู้และส่งเสริมการลงทุนเน้น ESG Bond ส่งเสริมทั้งการออกและการลงทุนในตราสารหนี้ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Bond) รวมถึงงานวิจัยและการจัดกิจกรรมให้ความรู้ ให้ความรู้ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับพันธมิตรในการให้ความรู้แก่สถาบันการศึกษา, นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยอย่างต่อเนื่อง
4.) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการดำเนินงานภายใน, ยกระดับระบบการขึ้นทะเบียน และ พัฒนาบุคลากรทั้ง Soft Skills และ Hard Skills การนำ AI มาใช้ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการทำงาน
ขณะที่ ภาพรวมและแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ ยังคงเป็นสินทรัพย์หลักการลงทุนในฐานะ Core Asset แต่ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่าผลตอบแทนที่คาดหวังอาจไม่สูงเท่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการลดลงอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทน (Yield) ด้านความเสี่ยงของตราสารหนี้ ยังมีความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) การคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 0.25%)
ดังนั้น ปีนี้หมายถึงโอกาสในการทำกำไรจาก Capital Gain ที่ลดลงและความเสี่ยงด้านเครดิตมีโอกาสที่หุ้นกู้จะมีการผิดนัดชำระหนี้หรือเลื่อนการชำระเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงหรืออันดับความน่าเชื่อถือต่ำ จึงเน้นย้ำการวิเคราะห์อย่างระมัดระวังและการกระจายความเสี่ยง
ขณะที่ คาดการณ์ผลตอบแทนตราสารหนี้ ปี 2569 คาดว่า ในปี2568 Capital Gain จากการลงทุนในตราสารหนี้จะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 (ที่ได้รับ Capital Gain สูงจากการที่ดอกเบี้ยลดลงถึง 1%) ในปี2569 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงเพียง 1-2 ครั้ง (0.25-0.5%) ทำให้โอกาส Capital Gain มีจำกัด ส่งผลให้ผลตอบแทนโดยรวมอาจไม่สูงเท่าปีก่อนหน้า
กลยุทธ์สำหรับผู้ต้องการความมั่นคง แนะนำให้มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 60-70% ผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย โดยเงินในส่วนของตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำควรครอบคลุมค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ปี และแนะนำให้ปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงิน





