นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดพันธบัตรกลับมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ต่อเนื่อง 2 วันทำการ (19-20 ม.ค.) รวมมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมการโยกย้ายเงินลงทุน (Rotation) มากกว่าจะเป็นการไหลเข้าสุทธิในทุกสินทรัพย์
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารทีมวิจัย ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดที่ระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ (นับตั้งแต่ 29 ธ.ค. 2568) ที่ 31.04 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.26 บาทต่อดอลลาร์
โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับทิศทางแข็งค่าของเงินหยวนและเงินเยน และการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่องท่ามกลางสัญญาณตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ และความกังวลว่า อาจจะเห็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปมีความรุนแรงมากขึ้น
สำหรับทิศทางฟันด์โฟลว์ในวันนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 3,660.39 ล้านบาท แต่ขายสุทธิพันธบัตรไทย 4,273 ล้านบาท ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 2 ปี ปรับขึ้นใกล้ระดับ2% เนื่องจากแรงขายในบอนด์ ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศ ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างประเทศไหลออก
อนึ่ง เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ในวันนี้ ธปท. มีการผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ (Repatriation) โดยมีการขยับเพิ่มวงเงินรายได้ต่างประเทศของคนไทยและผู้ประกอบการไทยที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง (จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง)
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้(21 ม.ค.) ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 31.00-31.30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียโดยเฉพาะเงินเยน ประเด็นขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและยุโรป รวมถึงสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก และตัวเลขยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนธ.ค.





