สวัสดีครับ
เริ่มศักราชใหม่ “ธีม” หรือวาระหลักของโลกเราตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้คงหนีไม่พ้นกับคำว่า “เปราะบาง” ครอบคลุมในทุกแง่มุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมสำหรับปี 2569 ซึ่งหลายสำนักวิจัยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่ำกว่าร้อยละ 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งจะโตต่ำสุดในภูมิภาคจากทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนและความสามารถทางการแข่งขัน สำหรับภาคธุรกิจแล้ว เป้าหมายหลักของปีนี้คือจะทำอย่างไรให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ที่กำลังพยายามอย่างสุดกำลังในการรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ให้ได้
อีกหนึ่งวาระหลักของโลกที่ไม่ควรละเลยคือภัยธรรมชาติอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปในช่วงปลายปี 2568 คือน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งวิกฤตนี้ได้สร้างความเสียหายต่อสังคม ชุมชน และธุรกิจนับแสนล้านและกว่าจะฟื้นฟูกลับมาต้องใช้เวลาหลายเดือน ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเฉพาะแง่มูลค่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และสภาพคล่องของธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการพลิกฟื้น
จากข้อมูลเชิงประจักษ์ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ความถี่ของภัยพิบัติในช่วงปี 2554-2565 เฉลี่ยจากเดิมอยู่ที่ 4.4 ครั้งต่อปี แต่นับตั้งแต่ปี 2564-2567 ความถี่นี้กลับเพิ่มขึ้นเป็น 6.8 ครั้งต่อปี นอกจากนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังเปิดเผยข้อมูลดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ในปี 2569 ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก พุ่งขึ้นจากอันดับที่ 72 ในปี 2565 สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักของธุรกิจกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่าง ฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนามต้องเจอกับความเสี่ยงไม่แพ้กันเพราะได้รับการจัดให้อยู่ในลำดับที่ 7, 9 และ 10 ตามลำดับ
ไม่เพียงแต่เฉพาะภาคเอกชนเท่านั้น ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อภาครัฐด้วย เนื่องจากรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาภัยธรรมชาติสูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี คงจะเป็นการดีไม่น้อยถ้าประเทศไทยสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล หรือนำไปลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว อันจะลดความเปราะบางเชิงโครงสร้าง และทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน
ทางออกหนึ่งของประเทศไทยท่ามกลางแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและภัยจากโลกร้อน คือแนวคิด “Reinvent Thailand” หรือแพลตฟอร์มความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน กล่าวง่ายๆ คือ เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพลิกโฉมให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หัวใจของ Reinvent Thailand เป็นการยกระดับความแกร่งของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น
ในมิติของภาคการเงิน ธนาคารพาณิชย์กำลังพลิกบทบาทจากเดิมที่เป็น “ผู้ให้เงินทุน” มาเป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” ของผู้ประกอบการมากขึ้น โดยภาคการเงินสามารถออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ SME มีสภาพคล่องเพียงพอในยามวิกฤต พร้อมยื่นมือสนับสนุนการลงทุนเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ปัจจุบัน เราได้เห็นโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่ออกแบบมาเฉพาะจุด ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงประคองให้รอดเท่านั้น แต่ต้องช่วยยกระดับธุรกิจให้แข็งแรงกว่าเดิม ซึ่งในอนาคตอาจมีโครงการลักษณะเช่นนี้ออกมาอีก
เมื่อภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าวได้ จะเปิดโอกาสให้นำเงินไปใช้ยกระดับศักยภาพในหลายมิติ อาทิ การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้ทันสมัยมากขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดต้นทุนผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการลงทุนในระบบบริหารความเสี่ยงที่มีความเป็นระบบและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) และการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการวางแผนเชิงสถานการณ์ (Scenario Planning) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องกลับมาให้ความสำคัญกับแผนงานเพื่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่แนวปฏิบัติที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างความเติบโต อาทิ การท่องเที่ยว เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร การแพทย์และสุขภาพ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้าปลีกและการค้าส่ง เมื่อธุรกิจมีแผนงานที่ชัดเจน โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนย่อมมีมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเชื่อมต่อกับตลาดใหม่ๆ
ดังนั้นปี 2569 อาจไม่ใช่ปีของการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นปีแห่งการประคองตัวเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง โลกใบนี้อาจยังเต็มไปด้วยเมฆหมอกและพายุหลายลูก แต่ด้วยแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐที่จะชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เชื่อได้ว่าภาคธุรกิจไทยจะสามารถเดินหน้าผ่านเส้นทางอันขรุขระนี้ พร้อมใช้เป็นจุดตั้งต้นของการเติบโตระลอกใหม่ได้อย่างมั่นคง เมื่อภาคธุรกิจแข็งแรง ประเทศไทยย่อมเข้มแข็งครับ





