ปี 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นปีแห่ง “สมดุลใหม่” ของเศรษฐกิจโลก ภาพรวมไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ใช่การเติบโตแบบเร่งตัวเหมือนในอดีต หลายประเทศยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดี ขณะที่บางประเทศชะลอตัว และแม้แต่ภายในประเทศเดียวกันก็ยังเห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมและรายได้ที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน
“ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.จิตตะ เวลธ์ มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “เติบโตไม่พร้อมกัน และโตไม่เท่ากัน” ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับ ภาพรวมแนวโน้มตลาดปี 2569 อย่าง “สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย” ประเมินว่า สำหรับ “สหรัฐ” ยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางของสภาพคล่องและ Sentiment การลงทุน แม้การเติบโตของ GDP จะอยู่ในกรอบ 1.8-2.3% ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงที่สุด
แต่แรงขับเคลื่อนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแกนหลัก ขณะที่นโยบายการเงินของเฟด มีแนวโน้มผ่อนคลายแบบระมัดระวัง โดยตลาดยังจับตาการเปลี่ยนตัวประธานเฟด ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน
ขณะที่ “จีน” กำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เคยพึ่งพา “อสังหาริมทรัพย์” ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้ง AI, Semiconductor, EV และพลังงานสะอาด แม้การบริโภคภายในยังฟื้นตัวช้า แต่การเติบโตคาดว่าจะอยู่ในระดับ 4.4-4.8% การที่จีนเริ่มรุกตลาดโลกด้วยสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงทำให้ยังคงเป็นผู้เล่นหลักฝั่ง Supply ของโลก แต่ก็สร้างแรงกดดันเชิงการแข่งขันต่อประเทศอื่น
“ญี่ปุ่น” กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงประวัติศาสตร์ จากยุคเงินฝืดสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ด้วยการยุติ “ดอกเบี้ยติดลบ” และปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจแตะ 0.75-1.0% ขณะที่ GDP โตประมาณ 0.7% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาลและการลงทุนใน Automation, Robotics และ AI รวมถึงเงินทุนในประเทศที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาด
“เวียดนาม” ถูกมองว่าเป็นผู้ชนะเชิงโครงสร้างของเอเชีย ได้ประโยชน์จากกระแส China+1 และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ก้าวจากฐานผลิตสู่การเป็น Tech Manufacturing Hub ของอาเซียน เศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ขยายตัวรวดเร็ว FDI ไหลเข้าสู่กลุ่ม High-tech และ Semiconductor อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดตลาดหุ้นเวียดนามมี EPS Growth สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ส่วน “ไทย” ยังคงฟื้นตัวช้า เศรษฐกิจถูกจำกัดด้วยโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตเต็มศักยภาพ คาด GDP อยู่ที่ 1.5-1.7% โดยมีภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะเดียวกันการเลือกตั้งในปีนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดทิศทางนโยบายการคลัง
สำหรับการลงทุนปี 2569 ข้อมูล AI Market Prediction ของ Jitta Wealth ชี้ว่า “จีน” ยังคงเป็นตลาดที่มี “หุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นดีแต่ราคาแพง” ถึง 4.56 เท่า ตามมาด้วยฮ่องกงที่ 2.57 เท่า ญี่ปุ่น 1.63 เท่า ส่วนไทยแม้มีหุ้นดีราคาถูกถึง 9 เท่า แต่ก็ยังถูกกดดันด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
ปี 2569 จึงไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตแบบพร้อมเพรียง แต่เป็นปีที่นักลงทุนต้องปรับมุมมองจากการเลือกตลาดที่ “โตเร็วที่สุด” ไปสู่การเรียนรู้จัดพอร์ตให้ยืดหยุ่น ทนทาน รับมือกับความผันผวน และคว้าโอกาสจากประเทศหรือธีมที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง กลยุทธ์ Core & Satellite ร่วมกับ DCA Annual Boost 10% คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุน





