วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 ม.ค.68 ‘อ่อนค่า‘ หลังดอลลาร์พลิกแข็งค่า

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 ม.ค.68 ‘อ่อนค่า‘  หลังดอลลาร์พลิกแข็งค่า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.24 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.47 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.65 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.38-31.55 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากที่ย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมที่ออกมา +2.7%y/y ตามคาด (ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อยู่ที่ระดับ +2.6%y/y ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย) โดยเงินดอลลาร์ได้แรงหนุนจากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Alberto Musalem ที่ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้ดีและมีแนวโน้มขยายตัวได้เกินระดับศักยภาพ ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นที่เฟดจะต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลว่า นายกฯ Sanae Takaichi อาจประกาศยุบสภาในเร็วนี้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากทั้งการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางสถานการณ์การประท้วงในอิหร่านที่ยังมีความรุนแรงอยู่ รวมถึงจังหวะการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็เริ่มจำกัดลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ออกมาบ้าง โดยเฉพาะแถวโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์   

แนวโน้มค่าเงินบาท

เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways แม้ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น จนล่าสุด เงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ โดยเรามองว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน เพื่อรอลุ้น และจับตาปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเงินดอลลาร์ได้พอสมควร อย่าง คำตัดสินของศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ที่อาจรู้ผลเร็วสุดในวันพุธที่ 14 มกราคม นี้

โดยเราประเมินว่า หากศาลสูงสุดตัดสินตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ก็อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตลาดคาดหวังไว้พอสมควรแล้ว (ตลาดพนันให้โอกาสราว 75%) ทว่าประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ การพิจารณาของศาลว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บมาแล้วราว 1.5 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไร (เต็มจำนวนหรือไม่ และต้องจ่ายคืนภายในระยะเวลาเท่าไหร่) ซึ่งหากศาลตัดสินให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนเงินดังกล่าวเต็มจำนวน (หรืออย่างน้อยต้องเกิน 75%) และต้องคืนภายใน 1 ปี หรือในระยะเวลาน้อยกว่านั้น ก็อาจทำให้ ตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะสั้น กดดันให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง พร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ได้ โดยภายใต้ภาวะดังกล่าว อาจส่งผลดีต่อราคาทองคำ และอาจหนุนให้เงินบาทสามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบหรือทะลุโซนแนวรับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

ในทางกลับกัน หากศาลตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ตามคาด แต่ไม่ได้ให้ความชัดเจนของการจ่ายคืนเงินภาษี หรือ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องคืนเงินภาษี หรืออาจคืนน้อย แต่ใช้เวลาคืนภาษีที่นานเกิน 1 ปี (อาจไม่มีความชัดเจนของระยะเวลาในการคืนเงินได้) ก็อาจไม่ได้สร้างความกังวลในประเด็นเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ มากนัก ทำให้เงินดอลลาร์อาจย่อตัวลงบ้าง ส่วนราคาทองคำก็อาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกับเงินบาทที่ไม่น่าจะสามารถแข็งค่าขึ้นจนทะลุโซนแนวรับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้   

และหากศาลตัดสิน “ไม่ยกเลิก” มาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ก็อาจเป็นเรื่องที่สวนทางคาดการณ์ของตลาดพอสมควร ก็อาจเป็นปัจจัยที่หนุนให้เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง พร้อมกดดันบรรดาสกุลเงินอื่นๆ โดยเฉพาะสกุลเงินฝั่งเอเชียที่จะยังคงเผชิญมาตรการภาษีนำเข้ากดดันแนวโน้มเศรษฐกิจต่อ โดยเงินบาทก็มีโอกาสอ่อนค่าลงต่อ โดยจะมีโซนแนวต้าน 31.75 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านที่ต้องจับตาใกล้ชิด 

ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้กลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวังตัว หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยขายหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มบัตรเครดิต จากความกังวลต่อท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการคุมเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่เกิน 10% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.19% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.10% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.08% แม้จะยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มยานยนต์ และแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มอื่นๆ อย่าง กลุ่ม Utilities และ Healthcare  

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.18% หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาสอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาด ทำให้โดยรวมบรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็มีส่วนจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up หลังอ่อนค่าลงตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด โดยเงินดอลลาร์ได้แรงหนุนจากทั้งถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดซึ่งย้ำว่า เฟดอาจยังไม่จำเป็นต้องเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จากประเด็นการเมืองญี่ปุ่น ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 99.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.2 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ทยอยปรับตัวลดลง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากทั้งภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของเฟดและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 4,610 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ 

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports and Imports) ของจีน ในเดือนธันวาคม