ThaiBMA มองปี 69 เศรษฐกิจโตช้า ‘หุ้นกู้’ ยังเสี่ยง ‘ดีฟอลต์-ยืดหนี้’ 

ThaiBMA มองปี 69 เศรษฐกิจโตช้า ‘หุ้นกู้’ ยังเสี่ยง ‘ดีฟอลต์-ยืดหนี้’ 

ThaiBMA มองเศรษฐกิจไทยปี 69 ต่ำกว่าคาดจากปัจจัยภายนอก ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก-สงครามการค้า ปัจจัยภายในระดับหนี้ครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชนยังไม่แข็งแกร่ง

KEY

POINTS

  • สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตช้า โดยคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวเพียง 1.5%
  • ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้หุ้นกู้ภาคเอกชนยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (ดีฟอลต์) และการขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้เพิ่มขึ้น
  • แม้จะมีความเสี่ยง แต่คาดว่ามูลค่าการออกหุ้นกู้ใหม่ในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 8.8 - 9 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง

เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวต่ำกว่าคาดจากปัจจัยภายนอกเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า รวมถึงปัจจัยภายในเรื่องระดับหนี้ครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่แข็งแกร่ง  ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปี 2568  ที่ 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงเล็กน้อยเป็นปีที่ 2 นับจากปี 2566 ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวม อยู่ที่ 17.91 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 4.67% จากปีก่อนหน้า มาจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก 

สำหรับ ใน ปี2569  ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า สถานการณ์ หุ้นกู้ปี 2569  ยังมีโอกาสเกิด ทั้งหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ และหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระหนี้ เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากปีนี้ยังคงเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายต่อเศรษฐกิจไทย และภาคธุรกิจ 

โดยคาดว่า จีดีพีจะขยายตัวเพียงราว 1.5% ซึ่งถือว่าไม่สูงนัก ขณะที่มาตรการด้านการเงิน และการคลังของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดัน และจำเป็นต้องตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

สำหรับ ปี 2568 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระทั้งสิ้น 8,319 ล้านบาท จากผู้ออก 8 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก  ผิดนัดชำระแล้วขอมติที่ประชุมยืดชำระหนี้หรือยืดชำระหนี้แล้วกลับมาผิดนัดชำระอีก ส่วนหุ้นกู้เลื่อนชำระหนี้ทั้งสิ้น  59,804 ล้านบาท จากผู้ออก 21 ราย  เป็นรายใหม่ 14 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีข่าวเชิงลบ ในตลาดหุ้น หรือรายเดิมที่ยืดชำระหนี้แล้วขอยืดชำระหนี้ต่อไป 

“หากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คาดว่าปัญหาหุ้นกู้เอกชนจะทยอยคลี่คลาย และขณะนี้แม้จะมีความเสี่ยงด้านฟองสบู่สินทรัพย์ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนที่จะนำไปสู่วิกฤติคล้ายปี 2540 สิ่งสำคัญคือ การรักษาสภาพคล่อง และการออม เพื่อรองรับความไม่แน่นอน" 

ThaiBMA มองปี 69 เศรษฐกิจโตช้า ‘หุ้นกู้’ ยังเสี่ยง ‘ดีฟอลต์-ยืดหนี้’ 

 

 

ThaiBMA มองปี 69 เศรษฐกิจโตช้า ‘หุ้นกู้’ ยังเสี่ยง ‘ดีฟอลต์-ยืดหนี้’ 

 

 

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า แนวโน้มมูลค่าการออกเสนอขายหุ้นกู้ในปี 2569  คาดอยู่ที่ 880,000 - 900,000  ล้านบาท  หรือมากกว่าหุ้นกู้ครบกำหนดชำระในปี 2569 อยู่ที่  875,985 ล้านบาท 

เนื่องจาก แนวโน้มดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ และบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีฐานะการเงินมั่นคง และอันดับเครดิตสูง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน  ยังมีระดมทุน และมีแนวโน้มโรลโอเวอร์หุ้นกู้ครบกำหนดต่อเนื่อง และขณะเดียวกันอาจมีบริษัทที่ไม่อยู่ในคาดการณ์เดิมเข้ามาออกหุ้นกู้เพิ่มเติม เพราะต้นทุนการระดมทุนอยู่ในระดับเอื้อต่อการตัดสินใจ  รวมถึงในส่วนของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ถึงครบกำหนด 5 ปี ต้องมีการออกใหม่เพื่อรีไฟแนนซ์ลดต้นทุนดอกเบี้ย

สำหรับ กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมียอดการออกหุ้นกู้สูงสุด ยังคงอยู่ใน 3 กลุ่มเดิมเช่นปีที่ผ่านมา ได้แก่ พลังงาน  (ENERGY) , การเงิน (FINANCE) และอสังหาริมทรัพย์ (PROPERTY ) ตามลำดับ โดยจะเห็นได้ว่า ในปีนี้ “บิ๊กเนมกลุ่มพลังงาน”  ยังเดินหน้าประกาศแผนการลงทุนในปีนี้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านพลังงานทางเลือก และกลุ่มธุรกิจใหม่  S Curve เช่น เทคโนโลยีใหม่อย่างเอไอ และดาต้าเซนเตอร์  ทำให้ยังคงมีการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้มากขึ้น คาดว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ยังเพิ่มขึ้น และอาจมากกว่ามูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนดด้วย 

“แนวโน้มยอดออกหุ้นกู้ คงไม่ได้เป็นขาลง  และเชื่อว่ายอดออกหุ้นกู้ปีนี้จะมากกว่าปีก่อน หากภาษีทรัมป์ไม่ได้สร้างปัญหาอีกเหมือนปีก่อน ความขัดแย้งสงครามประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐกับเวเนซุเอลา  หากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ปะทุขึ้นอีก รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ยังมีแผนระดมทุนเพิ่มขึ้นในปีนี้ และนักลงทุนยังมีความต้องการลงทุนอีกมากในหุ้นกู้กลุ่มนี้  แต่ปีนี้เรายังมีมุมมองค่อนข้างระมัดระวังอยู่ จากยังมีสถานการณ์ที่ยากคาดเดา” 

หลังจากเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวต่ำกว่าคาดจากปัจจัยภายนอกเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า รวมถึงปัจจัยภายในเรื่องระดับหนี้ครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ในปี 2568  มูลค่าการออกหุ้นกู้ อยู่ที่  881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการออกลดลงของผู้ออกทั้งในกลุ่ม Investment grade (IG) และ High yield (HY) แต่ทั้งนี้ กลุ่ม IG สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่ยาวขึ้น และมูลค่าเฉลี่ยการออกสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม HYออกหุ้นกู้ได้น้อยกว่าที่ ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่สั้นลง และมูลค่าเฉลี่ยการออกต่ำลง หุ้นกู้ระยะยาวที่ออกทั้งหมดในปี 2568 เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (PO)ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 

การออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG bond) ในปี 2568 เท่ากับ 208,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการออกเพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่ยังคงเป็นผู้นำการออก ESG bond โดยในปี 2568 ได้หันมาออก

Sustainability-linked Bond (SLB) เป็นหลักแทนการออก Sustainability bond ส่วนภาคเอกชนมีมูลค่าการออก SLB เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย ณ สิ้นปี 2568 ESG bond มีมูลค่าคงค้างรวมเท่ากับ 978,425 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ในปี 2568 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปี 2568

นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.18 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปีลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 2567

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลง ในปี 2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ที่ Bond yield ระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย

ส่วน Bond yield ระยะยาวปรับลดลงน้อยกว่าซึ่งน่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวลดลง 89, 81 และ 65 bps.จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2568

เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล: ในปี 2568 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ AAA รุ่นอายุ 5 ปี ปรับตัวลดลง 100 bps. มากกว่าพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้กลุ่ม AA A และ BBB+ที่ปรับตัวลดลง 75-89 bps. ทำให้ ณ สิ้นปี 25668 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้อายุ 5 ปี กลุ่ม AAA AA A และ BBB+ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.81% 2.10% 2.53% และ 3.78% ตามลำดับ

อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลงประมาณ 1ครั้ง: ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง 0.25% ในช่วงไตรมาสที่ 2 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันที่ 1.25% สำหรับการคาดการณ์Bond yield ไทยผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาลการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ

สำหรับแผนงานสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ในปี 2569 ได้กำหนดกรอบแผนการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ (Trust) การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation) และส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งประกอบด้วยแผนงานหลัก 4 ด้าน ดังนี้

1.) Strengthen SRO Roles: ส่งเสริมบทบาทด้าน SRO ทั้งในตลาดแรก และตลาดรอง

2.)  Expand Products & Info Services: พัฒนาขยาย และเพิ่มประสิทธิภาพระบบข้อมูลหรือบริการต่างๆ เช่น

3.) BHR Portal และ Bond valuation Promote Bond Literacy & Market Education: ส่งเสริมความรู้ และงานวิจัยด้านตราสารหนี้รวมถึง ESG Bond

4.) Enhance Supportive Infrastructure: ปรับปรุงระบบงานขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ ระบบงานภายใน และHuman capital 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์